การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. บริษัทผลไม้จำกัด จัดตั้งตามกฎหมายไทย ได้ขายผลไม้แปรรูปไปต่างประเทศ มีนางสาวฟักทองเป็นพนักงานประจำ ได้รับเงินเดือน 70,000 บาท เข้าในบัญชีกสิกรในประเทศไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2567 บริษัทผลไม้จำกัดได้ส่งนางสาวฟักทองไปเป็นที่ปรึกษาของสาขาบริษัทผลไม้จำกัดที่ประเทศเยอรมัน นางสาวฟักทองได้อยู่ที่ประเทศเยอรมัน 7 เดือน และได้รับเงินเดือนช่วงที่อยู่เยอรมันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน เงินในส่วนนี้บริษัทผลไม้จำกัดได้จ่ายเข้าไปบัญชีของนางสาวฟักทองที่ประเทศเยอรมัน พอกลับประเทศไทยนางสาวฟักทองเลือกที่จะฝากเงินที่ได้จากการทำงานต่างประเทศในบัญชีธนาคารที่เยอรมัน วันที่นางสาวฟักทองกลับมาประเทศไทย แฟนของนางสาวฟักทองได้ขอนางสาวฟักทองแต่งงานโดยมอบแหวนเพชรให้นางสาวฟักทองมูลค่า 300,000 บาท ให้วินิจฉัยว่า เงินได้ที่นางสาวฟักทองได้รับมาต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “เงินได้พึงประเมิน” หมายความรวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน

มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินประเภทดังต่อไปนี้ (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์… หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)

มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย… ต้องเสียภาษี… ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”

มาตรา 42 (28) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา เงินได้ที่นางสาวฟักทองได้รับทั้งหมด จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. เงินเดือน ๆ ละ 70,000 บาท ที่ได้รับในประเทศไทย ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) และได้รับเงินเดือนช่วงที่อยู่เยอรมันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่งานตามมาตรา 40 (1) และแม้ว่าเงินจำนวนนี้จะจ่ายเข้าบัญชีในต่างประเทศและไม่ได้นำกลับเข้ามาในประเทศไทยก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นเงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย (บริษัทผลไม้จำกัด) จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง นางสาวฟักทองจึงต้องนำเงินเดือนจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย

  2. แหวนเพชรมูลค่า 300,000 บาท ที่แฟนขอนางสาวฟักทองแต่งงานและมอบให้ ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แต่เนื่องจากเป็นเงินได้ที่ได้รับจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส และมีจำนวนไม่เกิน 10 ล้านบาท จึงได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (28)

สรุป นางสาวฟักทองจะต้องนำเงินได้เงินเดือนจำนวน 200,000 บาทต่อเดือน มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย ส่วนแหวนเพชรมูลค่า 300,000 บาท ที่นางสาวฟักทองได้รับไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย

ข้อ 2. นางแตงโมมีบุตร 3 คน นางสาวแตงไทย อายุ 24 ปี เป็นพนักงานประจำที่บริษัทแห่งหนึ่ง มีเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท นายแตงกวา อายุ 20 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี และน้องคนสุดท้องเด็กหญิงส้มโอ บุตรบุญธรรม อายุ 10 ขวบ ซึ่งจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ในปีภาษี พ.ศ. 2567 นางแตงโมมีรายได้จากการขายของออนไลน์ 1,500,000 บาท และมีรายได้จากการปล่อยเช่าตึกแถวเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ นางแตงโมได้มอบให้นายแตงกวา นอกจากนี้ นางแตงโมได้อุปการะเลี้ยงดูมารดา อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ กรณีนี้อยากทราบว่า ปีภาษี พ.ศ. 2567 นางแตงโมได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง และสามารถหักลดหย่อนได้ในกรณีใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์…

มาตรา 42 (27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น

มาตรา 47 (1) (ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท (ค) บุตร (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย… (2) บุตรบุญธรรม… คนละ 30,000 บาท โดยบุตรต้องอายุไม่เกิน 25 ปีและยังศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือเป็นผู้เยาว์ และไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป (ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1. เงินได้พึงประเมินที่นางแตงโมได้รับ

  1. รายได้จากการขายของออนไลน์จำนวน 1,500,000 บาท เป็นเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8)

  2. รายได้จากการปล่อยเช่าตึกแถวเดือนละ 30,000 บาท เป็นเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5)

ประเด็นที่ 2. นางแตงโมสามารถหักลดหย่อนได้ในกรณีใดบ้าง

  1. หักลดหย่อนนางแตงโมในฐานะผู้มีเงินได้ ได้จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

  2. หักลดหย่อนนายแตงกวาบุตรคนที่ 2 ได้ 30,000 บาท เพราะเป็นบุตรซึ่งอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยตามมาตรา 47 (1) (ค) และแม้แตงกวาจะมีเงินที่ได้รับจากมารดาเดือนละ 30,000 บาทก็ตาม แต่เงินส่วนนั้นถือเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42 (27) จึงไม่ถือเป็นเงินได้ตามนัยของมาตรา 47 ตอนท้าย

  3. หักลดหย่อนเด็กหญิงส้มโอบุตรคนที่ 3 ได้ 30,000 บาท เพราะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้และเป็นผู้เยาว์ตามมาตรา 47 (1) (ค)

    ส่วนนางสาวแตงไทย บุตรคนแรก หักลดหย่อนไม่ได้เพราะมีเงินได้เกิน 30,000 บาท และมารดาของนางแตงโมหักลดหย่อนไม่ได้ เพราะมีรายได้จากเงินบำนาญเพียงพอแก่การยังชีพ

สรุป นางแตงโมมีเงินได้ประเภทที่ 8 และประเภทที่ 5 โดยสามารถหักลดหย่อนตนเองได้ 60,000 บาท และหักลดหย่อนบุตรคือนายแตงกวาและเด็กหญิงส้มโอได้อีกคนละ 30,000 บาท แต่จะหักลดหย่อนบุตรคือนางสาวแตงไทยและมารดาไม่ได้

ข้อ 3. บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย ได้ประกอบกิจการรับขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีการส่งสินค้าทางเรือให้แก่บริษัท Japan Import จำกัด ที่จัดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น มีรายได้ 600 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด มีรายได้จากการขนส่งสินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาประเทศไทย จำนวน 200 ล้านบาท จงวินิจฉัยว่า บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยหรือไม่ และถ้าเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเสียภาษีในฐานใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่ (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้…”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้ที่กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

ตามปัญหา แม้ว่าบริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จะประกอบกิจการโดยทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ แต่เมื่อบริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย มิใช่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (ตามมาตรา 67) ดังนั้น บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โดยจะต้องนำรายได้ทั้งหมดจากการรับส่งสินค้าทางเรือให้แก่บริษัท Japan Import จำกัด โดยการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น จำนวน 600 ล้านบาท และจากการขนส่งสินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาประเทศไทย จำนวน 200 ล้านบาท รวมจำนวนทั้งหมด 800 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี

สรุป บริษัท ขนส่งทั่วโลกจำกัด จะต้องนำรายได้ทั้งหมดจำนวน 800 ล้านบาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยจากฐานกำไรสุทธิ

Advertisement