การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้
คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. บริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด มีนายเฮนรี่ซึ่งมีสัญชาติอังกฤษเป็นลูกจ้างเงินเดือน 100,000 บาท ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 ตำแหน่งหัวหน้าคลังสินค้าประจำในประเทศจีน และขณะนั้นนายเฮนรี่รับจ้างขับรถเป็นอาชีพเสริมรายได้เดือนละ 200,000 บาท นายเฮนรี่มีแฟนสาวสองหนึ่งคนชื่อมะลิเยอะซึ่งอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ต่อมานายเฮนรี่ลาออกจากบริษัทดังกล่าว เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่มีกำไรจากการประกอบกิจการเลย และศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายค้นสำนักงานใหญ่ของบริษัทดังกล่าว นายเฮนรี่ได้งานใหม่เป็นพนักงานบริษัท ตำบักหุ่ง (ประเทศสวีเดน) จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่แห่งเดียวที่ประเทศสวีเดน โดยนายเฮนรี่มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคลังสินค้าประจำจังหวัดเชียงใหม่ เงินเดือน 300,000 บาท ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง 31 ตุลาคม 2567 ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้นายเฮนรี่ได้นำเงินเฉพาะส่วนที่ได้จากการขับรถทั้งหมดมาใช้เป็นต้นทุนรายจ่ายเพื่อสร้างร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่
อนึ่งบริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด มียอดรายได้เพียงรายการเดียวคือในเดือนมกราคม 2567 จำนวน 1,500 ล้านบาท ต่อมานายเฮนรี่ลาออกจากบริษัทอีกครั้ง โดยเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลา 5 เดือน ได้ทำงานใหม่อยู่ที่ในประเทศลาวกับบริษัท เวียงจันทร์สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเงินเดือนรวมทั้งหมด 500,000 บาท
ให้ท่านวินิจฉัยว่าในปี 2567 เงินได้พึงประเมินรายการดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุผลอย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)
ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)
กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินทั้งหมดที่นายเฮนรี่ได้รับในปีภาษี 2567 จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
-
เงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับจากบริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2567 ซึ่งแม้นายเฮนรี่จะได้รับในขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศจีน แต่เมื่อเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย (บริษัท สตาร์ดัสท์ จำกัด เป็นบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย) จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายเฮนรี่จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 400,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
เงินได้พึงประเมินเดือนละ 200,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับจากการรับจ้างขับรถเป็นอาชีพเสริมในขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศจีน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศตามมาตรา 41 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเฮนรี่ได้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยคือนำเข้ามาใช้เป็นต้นทุนรายจ่ายเพื่อสร้างร้านอาหารที่จังหวัดเชียงใหม่ และนายเฮนรี่ถือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเพราะอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วัน ในปีภาษี 2567 (1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคม 2567) จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม ดังนั้น นายเฮนรี่จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
เงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเดือน ๆ ละ 300,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคม 2567 จากบริษัท ตำบักหุ่ง (ประเทศสวีเดน) จำกัด ในตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคลังสินค้าประจำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายเฮนรี่ต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
เงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท ที่นายเฮนรี่ได้รับจากบริษัท เวียงจันทร์สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งแม้นายเฮนรี่จะได้รับในขณะที่ทำงานอยู่ในประเทศลาว แต่เมื่อเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายเฮนรี่จึงต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สรุป นายเฮนรี่จะต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับทั้งหมดดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อ 2. ในปี พ.ศ. 2565 นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดยนางสองมีบุตรสาว 1 คน ที่อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู คือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้ นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท และมีเงินได้จากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท นางสองไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ แต่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2565 นางสองถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท ดังนี้ อยากทราบว่า
(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท ที่ได้จากการเป็นวิศวกรของบริษัท เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท และเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด
(ข) นายหนึ่งจะนำนางสองภริยาและนางสาวสามบุตรของนางสอง มาหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ถ้าได้จะหักค่าลดหย่อนได้คนละเท่าใด
(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส…
(4) เงินได้ที่เป็น… (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร…
(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์… หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”
มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรือสลากออมสินของรัฐบาล…”
มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้สำหรับ
(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ค) บุตร… (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท
…การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู…”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
(ก) การที่นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน
เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 100,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข)
ส่วนเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาทนั้น เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เนื่องจากเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)
(ข) การที่นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย โดยนางสองมีบุตร 1 คน ที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้นั้น นายหนึ่งย่อมสามารถนำนางสองภริยามาหักลดหย่อนได้ เพราะถือว่านางสองเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้และสามารถหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ข)
และนอกจากนั้น นายหนึ่งยังสามารถนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้อีกเป็นจำนวน 30,000 บาท เนื่องจากนางสาวสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ค) และแม้ว่านางสาวสามจะอายุ 28 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อนางสาวสามเป็นบุตรไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีเงินได้ จึงนำมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 วรรคสี่
(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง ไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)
สรุป
(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1, เงินได้จากเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 (ข) และเงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 (8)
(ข) นายหนึ่งนำนางสองมาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท และนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
(ค) เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อ 3. บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในรอบบัญชีปี 2564 บริษัทได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาท ดังนี้
(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร
(ข) หากจำเป็นจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย ใครจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในครั้งนี้ และเสียภาษีอัตราใด
(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลใดอีกหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี….”
มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย”
มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาทนั้น
(ก) กรณีดังกล่าวถือว่าบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว เพราะบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย และเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ประเทศไทย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง
(ข) ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (ก) นั้น บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งตอนท้าย โดยเสียในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ (ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)
(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยแล้ว แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไร โดยให้หักภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น แล้วนำส่งให้กับอำเภอท้องที่ภายใน 7 วันนับแต่วันจำหน่ายตามมาตรา 70 ทวิ
สรุป
(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย
(ข) บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ
(ค) หากบริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะส่งเงินที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น