การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. นายหนึ่งอยู่ในประเทศไทยในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 30 กรกฎาคม 2566 และนายหนึ่งโอนหุ้นของบริษัทเอเอเอ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 แสนหุ้น มูลค่า 35 ล้านบาท ให้แก่นายเอ และในขณะที่นายเอกำลังอาศัยอยู่ที่ประเทศจีนคือ 31 ธันวาคม 2566 นายเอได้รับเงินปันผล 5 แสนบาทจากหุ้นดังกล่าว เงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวโอนเข้าบัญชีธนาคารของนายเอที่ประเทศสิงคโปร์โดยตรง นายเอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายหนึ่ง และในวันเวลาต่อมานายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต 3 ไร่ มูลค่า 10 ล้านบาท ให้แก่นายเอ อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่นายเอได้รับโอนหุ้นดังกล่าวจากนายหนึ่ง นายหนึ่งได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดสงขลา 1 ไร่ มูลค่า 2 ล้านบาท ให้แก่นายเอด้วย ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการเงินได้พึงประเมินปีภาษี 2566 ดังกล่าว ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุผลใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”
มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(4) เงินได้ที่เป็น
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือสถาบันการเงิน…
มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น
(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ รายการเงินได้พึงประเมินปีภาษี 2566 ดังกล่าวจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
-
การที่นายหนึ่งซึ่งอยู่ในประเทศไทยได้โอนหุ้นของบริษัท เอเอเอ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 แสนหุ้น มูลค่า 35 ล้านบาทให้แก่นายเอสนั้น หุ้นมูลค่า 35 ล้านบาทที่นายเอได้รับดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามนัยมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งโดยหลักแล้วเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่นายเอได้รับจากบิดานั้น เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี และมีจำนวนเกิน 20 ล้านบาท จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 42 (27) กล่าวคือ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท นายเอจึงต้องนำเงินได้ในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท คือเงินได้จำนวน 15 ล้านบาท ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 42 (27)
-
ในช่วงที่นายเออยู่นอกประเทศไทยนั้น นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาท เงินปันผลดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) และเป็นเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น เงินได้ดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 39
-
ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ตามหลักเกณฑ์เงินสด กล่าวคือ ผู้มีเงินได้จะต้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินแล้วในปีภาษี ถ้าเป็นเพียงสิทธิที่จะได้รับในอนาคตแต่ยังไม่ได้รับจริง ย่อมยังไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด
ดังนั้น การที่นายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต 3 ไร่ มูลค่า 10 ล้านบาท ให้แก่นายเอนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายหนึ่งผู้ทำพินัยกรรมได้ตายลงหลังจากทำพินัยกรรมดังกล่าว จึงยังไม่ถือว่านายเอมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แต่อย่างใด (นายเอยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว) นายเอจึงยังไม่ต้องนำรายการทรัพย์สินกรณีนี้ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
การที่นายหนึ่งได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดสงขลา 1 ไร่ มูลค่า 2 ล้านบาทให้แก่นายเอนั้น เมื่อเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และอสังหาริมทรัพย์นั้นมีมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท ดังนั้น แม้จะเป็นกรณีที่ถือว่านายหนึ่ง (ผู้โอน) มีเงินได้จากการโอน (ขาย) อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 39 ก็ตาม ก็เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 42 (26) คือไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สรุป รายการเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินได้จากการโอนหุ้นจำนวน 15 ล้านบาท และเงินปันผลที่นายเอได้รับจากบริษัทฯ จำนวน 5 แสนบาท ส่วนที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท ที่นายหนึ่งทำพินัยกรรมยกให้นายเอ และเงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมูลค่า 2 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อ 2. ในปีภาษี 2566 นายกิตติเป็นสถาปนิกมีรายได้จากการออกแบบภายในให้แก่โรงแรมหลายแห่ง จำนวน 1,200,000 บาท และมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ประเภทออมทรัพย์ จำนวน 18,000 บาท ในปีนี้นายกิตติได้ทำสัญญาให้ที่ดินมีโฉนดแก่นางรุ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมูลค่า 5,000,000 บาท เพื่อให้นางรุ่งนำไปทำร้านกาแฟในอนาคต เนื่องจากตอนนี้นางรุ่งเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ นอกจากนี้นายกิตติและนางรุ่งมีบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งชื่อนายเรือง อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ซึ่งมีรายได้จากการขายสินค้าทาง TikTok จำนวน 50,000 บาท ให้วินิจฉัยว่า นายกิตติจะต้องนำรายได้จำนวนใดบ้างมาเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย และนายกิตติจะหักลดหย่อนอะไรได้บ้างหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”
มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(4) เงินได้ที่เป็น
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก…
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล……
(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้
(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”
มาตรา 41 ทวิ “ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้
(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น”
มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้สำหรับ
(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ค) บุตร
(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท……
(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน
……การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์…… แต่มีให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
ประเด็นที่ 1. นายกิตติจะต้องนำรายได้จำนวนใดบ้างมาเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย
-
รายได้จากการออกแบบภายในให้แก่โรงแรมฯ จำนวน 1,200,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากวิชาชีพสถาปัตยกรรม และเมื่อเป็นเงินได้ที่ไม่ได้รัรบยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 จึงต้องนำมาเสียภาษี
-
รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารฯ จำนวน 18,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) เมื่อเงินได้ดังกล่าวมีจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาเสียภาษีตามมาตรา 42 (8) (ค)
-
การที่นายกิตติได้ทำสัญญาให้ที่ดินมีโฉนดแก่นางรุ่งภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มูลค่า 5,000,000 บาทนั้น ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน จึงถือว่านายกิตติผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ตามมาตรา 41 ทวิ และที่ดินที่โอนนั้นถือเป็นทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินตามความหมายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เมื่อเป็นการโอนให้แก่ภริยามิได้โอนให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (26) จึงต้องนำเงินได้ดังกล่าว (ที่ดินมูลค่า 5,000,000 บาท) มาเสียภาษี
ประเด็นที่ 2. นายกิตติจะหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง
นายกิตติผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ย่อมสามารถหักค่าลดหย่อนสำหรับตัวผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 47 (1) (ก) ได้จำนวน 60,000 บาท และหักค่าลดหย่อนสำหรับนางรุ่งซึ่งเป็นภริยาของนายกิตติได้ตามมาตรา 47 (1) (ข) ได้ จำนวน 60,000 บาท ส่วนนายเรืองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นแม้มีอายุ 20 ปี และศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็จะนำมาหักลดหย่อนไม่ได้ เนื่องจากนายเรืองมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป จึงไม่เข้าเงื่อนไขของการหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (ค)
สรุป นายกิตติจะต้องนำรายได้จากการออกแบบภายในจำนวน 1,200,000 บาท และเงินได้จากการโอนที่ดินมูลค่า 5,000,000 บาท มาเสียภาษี โดยสามารถหักลดหย่อนได้เฉพาะตัวนายกิตติผู้มีเงินได้และนางรุ่งภริยา ได้คนละ 60,000 บาท
ข้อ 3. รอบระยะเวลาบัญชีปี 2566 บริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ มีรายได้ดังนี้
(ก) จากการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปยุโรป อเมริกา จำนวน 1,000 ล้านบาท
(ข) จากการขนส่งสินค้าจากเอเชียเข้าประเทศไทย 700 ล้านบาท
บริษัทแอดวานซ์ฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลฐานใดหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี….”
มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 67 “การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ เว้นแต่
(1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 66 วรรคสอง กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น
(ข) ในกรณีรับขนของ ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น”
วินิจฉัย
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย
กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าบริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จะประกอบกิจการโดยทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ แต่เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย มิใช่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (ตามมาตรา 67) ดังนั้น บริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง คือจะต้องนำรายได้ทั้งหมดจากการขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปยุโรป อเมริกา จำนวน 1,000 ล้านบาท และจากการขนส่งสินค้าจากเอเชียเข้าประเทศไทยจำนวน 700 ล้านบาท รวม 1,700 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย
สรุป บริษัท แอดวานซ์การเดินเรือ จำกัด จะต้องนำรายได้ทั้งหมดจำนวน 1,700 ล้านบาท มาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ