การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้
ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2564 นายเอ นายบี และนายซี ได้ตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “จะเข้าทุนกันเป็นเงินเพื่อกระทำกิจการร้านค้าขายน้ำมันปาล์มในเขตพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล” โดยนายซีได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาทซึ่งเป็นสินสมรสของนายซีกับนางดีคู่สมรสไปชำระเพื่อร่วมลงทุนในกิจการดังกล่าวถัดมา ปีต่อมานายเอได้ขายต้นปาล์มให้แก่นางสาวอลิซที่จังหวัดเชียงราย เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาท โดยที่นายบีและนายซีไม่ทราบเรื่องการซื้อขายดังกล่าว ปีต่อมานางดีได้ขายน้ำมันปาล์มให้กับนางสายอรุณที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาท แต่นายเอ นายบี และนายซีร่วมกันทักท้วงเนื่องจากนางสายอรุณมีกิจการขายน้ำมันปาล์มด้วย จึงเกรงว่าจะเป็นการกักตุนสินค้าและเป็นการแข่งขันกับกิจการของตนเอง
ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการเงินได้พึงประเมินจากการซื้อขายดังกล่าวนั้น บุคคลดังกล่าวมีความรับผิดต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมตามประมวลรัษฎากรหรือไม่อย่างไร เพราะเหตุผลอย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)
ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอ นายบี และนายซี ได้ตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “จะเข้าทุนกันเป็นเงินเพื่อกระทำกิจการร้านค้าขายน้ำมันปาล์มในเขตพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นโดยไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล” นั้น ย่อมถือว่านายเอ นายบี และนายซี ได้ตกลงเข้าหุ้นกันเพื่อกระทำกิจการในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 แล้ว ส่วนการที่นายซีได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาทซึ่งเป็นสินสมรสของนายซีกับนางดีคู่สมรสไปชำระเพื่อร่วมลงทุนในกิจการดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้ทำให้นางดีเป็นหุ้นส่วนกับนายเอ นายบี และนายซีในห้างหุ้นส่วนนั้นแต่อย่างใด เนื่องจากนางดีไม่มีการแสดงเจตนาเพื่อเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนั้น
การที่นายเอได้ขายต้นปาล์มให้แก่นางสาวอลิซที่จังหวัดเชียงรายเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาท โดยที่นายบีและนายซีไม่ทราบเรื่องการซื้อขายดังกล่าวนั้น การขายต้นปาล์มของนายเอถือเป็นการดำเนินกิจการของนายเอโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน เพราะห้างหุ้นส่วนมีวัตถุประสงค์ในการขายน้ำมันปาล์ม เงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาทที่ได้มาจากการขายต้นปาล์มจึงเป็นเงินได้ของนายเอ และเมื่อเงินได้ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ดังนั้น นายเอจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาทดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง
ส่วนการที่นางดีซึ่งไม่ได้เป็นหุ้นส่วนด้วยในห้างหุ้นส่วนนั้น ได้ขายน้ำมันปาล์มให้กับนางสายอรุณที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาทนั้น ก็เป็นเรื่องของการดำเนินกิจการของนางดีโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นแต่อย่างใด และเมื่อเป็นเงินได้ของนางดีซึ่งเกิดจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ดังนั้น นางดีจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาทดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งเช่นเดียวกัน
สรุป นายเอจะต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 2 ล้านบาทที่ได้จากการขายต้นปาล์ม และนางดีจะต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาทที่ได้จากการขายน้ำมันปาล์ม มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของตนเองในฐานะเป็นผู้มีเงินได้
ข้อ 2. โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามข้อ 1 เป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีสิทธิหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้พึงประเมินเองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ก) หรือไม่ เพราะเหตุผลอย่างไร ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเชิงวิเคราะห์เรื่อง การหักค่าลดหย่อนกรณีบุตร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ค) โดยละเอียด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้สำหรับ
(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท
(ค) บุตร
(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท
(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน
การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”
วินิจฉัย
โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามข้อ 1 ผู้มีเงินได้พึงประเมินคือนายเอและนางดีย่อมมีสิทธิหักค่าลดหย่อนได้ในฐานะผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ก) โดยหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท เนื่องจากนายเอและนางดีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 และมีความรับผิดที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงมีสิทธิหักลดหย่อนได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 (1) (ก)
ส่วนการหักลดหย่อนบุตรตามมาตรา 47 (1) (ค) นั้น ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเงื่อนไขไว้ดังนี้
1. ความสัมพันธ์ของบุตรกับผู้มีเงินได้พึงประเมิน
(1) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้พึงประเมิน
(2) เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้พึงประเมิน
(3) เป็นบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้พึงประเมิน
2. ลักษณะของบุตรที่สามารถหักลดหย่อนได้
(1) เป็นบุตรผู้เยาว์
(2) เป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือในชั้นอุดมศึกษา
(3) เป็นบุตรที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
(4) เป็นบุตรที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู
(5) เป็นบุตรที่ไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะของเงินได้ตามมาตรา 42 (เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี)
3. จำนวนบุตรที่หักลดหย่อนได้
บุตรที่นำมาหักลดหย่อนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ หรือเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 3 คน โดยแต่ละคนจะหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
ข้อ 3. บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ประเทศเวียดนาม มีบริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบริษัทสายการบินในเครือที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2565 บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ได้กู้ยืมเงินจากบริษัท เวียตเจ็ท จำกัด จำนวน 5,000 ล้านบาท และได้เซ็นสัญญากันที่ประเทศเวียดนาม ต่อมาในรอบระยะเวลาบัญชี 2566 บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เป็นจำนวน 50 ล้านบาท จากประเทศไทยไปให้บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด ที่ประเทศเวียดนาม
จงวินิจฉัยว่า บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(4) เงินได้ที่เป็น
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม…”
มาตรา 70 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่มีเงินได้เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการให้บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ที่จ่ายจากประเทศไทยนั้น บริษัท เวียตเจ็ท จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคหนึ่ง โดยให้ผู้จ่ายคือ บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย คือ 50 ล้านบาทในอัตราร้อยละ 15 แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
สรุป บริษัท ไทยเวียตเจ็ท จำกัด ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมิน ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยจำนวน 50 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคหนึ่ง