การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปีภาษี 2564 นายกิตติได้รับเงินค่าว่าความในประเทศไทยจำนวน 500,000 บาท โดยในปีภาษีดังกล่าว นายกิตติได้เดินทางไปว่าความที่ประเทศอังกฤษตลอดเดือนมิถุนายน ได้อาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษตลอดทั้งเดือน ได้รับเงินค่าว่าความจำนวน 200,000 บาท และกลับเข้ามาในประเทศไทยพร้อมเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้นายกิตติได้รับรถจักรยานยนต์จากแฟนในวันเกิดมูลค่า 100,000 บาท ซึ่งนายกิตตินำไปขายต่อให้กับเพื่อนได้เงินมาจำนวน 98,000 บาท ต่อมาปรากฏว่า นายกิตติเกิดอุบัติเหตุในเดือนสิงหาคมและถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้ยื่นรายการและชำระภาษี ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า เงินได้ที่นายกิตติได้รับมาต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

‘เงินได้พึงประเมิน’ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ

(28) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งนี้ จากบุคคลซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินสิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”

มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง… ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. ในปีภาษี 2564 การที่นายกิตติได้รับเงินค่าว่าความจำนวน 500,000 บาท ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินจากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมายตามมาตรา 40 (6) นั้น เมื่อเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย นายกิตติจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินได้จากค่าว่าความจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินจากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) และเป็นเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศนั้น เมื่อนายกิตติได้นำเงินได้จำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษี และนายกิตติเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน นายกิตติจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตามหลักถิ่นที่อยู่ตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

    ส่วนการที่นายกิตติได้รับรถจักรยานยนต์จากแฟนในวันเกิดมูลค่า 100,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (8) จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (28) และเมื่อนายกิตติได้นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปขายต่อให้กับเพื่อนได้เงินมาจำนวน 98,000 บาท เงินได้ดังกล่าวก็ได้รับยกเว้นภาษีเช่นเดียวกันตามมาตรา 42 (9) เพราะเป็นเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร

  2. การที่นายกิตติเกิดอุบัติเหตุและถึงแก่ความตายในเดือนสิงหาคมก่อนที่จะได้ยื่นรายการและเสียภาษีนั้น ย่อมถือว่านายกิตติเป็นบุคคลที่ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการยื่นรายการและชำระภาษีแทนนายกิตติผู้ตายตามมาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง

สรุป เงินได้ที่นายกิตติได้รับเฉพาะค่าว่าความในประเทศไทยจำนวน 500,000 บาท และเงินค่าว่าความในต่างประเทศจำนวน 200,000 บาท เป็นเงินได้ที่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย โดยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการยื่นรายการและชำระภาษีแทนนายกิตติผู้ตาย

ข้อ 2. ในปี พ.ศ. 2565 นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 โดยนางสองมีบุตรสาว 1 คน ที่อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู คือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้ นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท และมีเงินได้จากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท นางสองไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ แต่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2565 นางสองถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท ดังนี้ อยากทราบว่า

(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท ที่ได้จากการเป็นวิศวกรของบริษัท เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท และเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

(ข) นายหนึ่งจะนำนางสองภริยาและนางสาวสามบุตรของนางสอง มาหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ถ้าได้จะหักค่าลดหย่อนได้คนละเท่าใด

(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ…

(4) เงินได้ที่เป็น… (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ (11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ข) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท…

การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู แต่มีให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้พึงประเมินนั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายหนึ่งมีเงินเดือนจากการเป็นวิศวกรประจำบริษัทหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

เงินได้จากการได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 100,000 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ข)

ส่วนเงินได้ของนางสองจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1,000,000 บาทนั้น เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เนื่องจากเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7)

(ข) การที่นายหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับนางสองหญิงหม้าย โดยนางสองมีบุตร 1 คน ที่อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูคือ นางสาวสาม อายุ 28 ปี เป็นบุคคลไร้ความสามารถและไม่มีเงินได้นั้น นายหนึ่งย่อมสามารถนำนางสองภริยามาหักลดหย่อนได้ เพราะถือว่านางสองเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้และสามารถหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ข)

และนอกจากนั้น นายหนึ่งยังสามารถนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้อีกเป็นจำนวน 30,000 บาท เนื่องจากนางสาวสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ค) และแม้ว่านางสาวสามจะอายุ 28 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อนางสาวสามเป็นบุตรไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีเงินได้ จึงนำมาหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 วรรคสี่

(ค) เงินได้จากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสอง ไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)

สรุป

(ก) เงินได้พึงประเมินของนายหนึ่งจำนวน 2,400,000 บาท ที่ได้จากการเป็นวิศวกรของบริษัท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1), เงินได้จากเงินปันผลจำนวน 100,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 47 (4) (ข) และเงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองจำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8)

(ข) นายหนึ่งนำนางสองมาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท และนำนางสาวสามมาหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท

(ค) เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลของนางสองไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 3. บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในรอบบัญชีปี 2564 บริษัทได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาท ดังนี้

(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

(ข) หากจำเป็นจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย ใครจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในครั้งนี้ และเสียภาษีอัตราใด

(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลใดอีกหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และไม่มีสาขาในประเทศไทย หากมีลักษณะตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

  2. มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย

  3. ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศจีน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนต์เพื่อการประกอบรถยนต์ขายทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ได้จ้าง บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ประดิษฐ์ของบริษัทในประเทศจีน จำนวน 100 ตัว ซึ่งเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาทนั้น

(ก) กรณีดังกล่าวถือว่าบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว เพราะบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย และเป็นเหตุให้ได้รับเงินหรือผลกำไรในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ประเทศไทย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

(ข) ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (ก) นั้น บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งตอนท้าย โดยเสียในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ (ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

(ค) หากมีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยแล้ว แต่บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องการส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไร โดยให้หักภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น แล้วนำส่งให้กับอำเภอท้องที่ภายใน 7 วันนับแต่วันจำหน่ายตามมาตรา 70 ทวิ

สรุป

(ก) บริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

(ข) บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ต้องเป็นตัวแทนในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ

(ค) หากบริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) จะส่งเงินที่เหลือไปยังบริษัท ไชน่าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกร้อยละ 10 ของยอดเงินกำไรที่จะจำหน่ายนั้น

Advertisement