การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 นายโตโตเป็นข้าราชการไทยสังกัดกระทรวงยุติธรรมได้รับเงินเดือน 50,000 บาท นายโตโตเห็นนายโชคประกาศขายนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ “แวนแอดมาร์ลอท” ที่ร้านค้าติดกับสถานที่ทำงานของนายโตโต ราคาเรือนละ 4,000,000 บาท นายโตโตอยากได้นาฬิกาเรือนดังกล่าวมาก แต่นายโตโตมีเงินสดเพียงจำนวน 1,000,000 บาทเท่านั้น

ดังนั้น นายโตโตจึงทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายโฟกัสจำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 และนายโตโตได้ขอให้นายพิเชษ ตกลงเข้าร่วมลงทุนเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท เพื่อซื้อนาฬิกาเรือนดังกล่าว โดยตกลงกันว่าเมื่อซื้อแล้วจะนำไปขายต่อและแบ่งปันเงินกำไรกันระหว่างนายโตโตกับนายพิเชษ นายพิเชษตกลงตามที่นายโตโตเสนอ

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 นายโตโตและนายพิเชษร่วมกันขายนาฬิกาเรือนดังกล่าว ได้เงินจำนวน 6,000,000 บาท และนำกำไรแบ่งปันกันตามสัดส่วนการลงทุน

ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินได้รายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

‘เงินได้พึงประเมิน’ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้ตามรายการดังกล่าวจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. กรณีเงินเดือนของนายโตโต: การที่นายโตโตเป็นข้าราชการไทยสังกัดกระทรวงยุติธรรมได้รับเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาทนั้น เงินเดือนที่นายโตโตได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเงินได้ที่นายโตโตได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น นายโตโตจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 600,000 บาท (50,000 x 12) มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. กรณีดอกเบี้ยของนายโฟกัส: การที่นายโฟกัสให้นายโตโตกู้ยืมเงินจำนวน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ดอกเบี้ยที่นายโฟกัสได้รับจำนวน 75,000 บาท (1,000,000 x 7.5%) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเงินได้ที่นายโฟกัสได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสด ดังนั้น นายโฟกัสจึงต้องนำเงินได้จำนวน 75,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. กรณีการขายนาฬิกา: การที่นายโตโตและนายพิเชษได้ร่วมกันลงทุนคนละ 2,000,000 บาท เพื่อซื้อนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ “แวนแอดมาร์ลอท” ในราคา 4,000,000 บาท แล้วขายนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้เงินจำนวน 6,000,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และเป็นเงินได้ที่ได้รับแล้วตามเกณฑ์เงินสดซึ่งได้รับจากการประกอบกิจการในรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น นายโตโตและนายพิเชษจึงต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 6,000,000 บาทดังกล่าว มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยถือว่าผู้มีเงินได้นั้นเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

สรุป

  • นายโตโตจะต้องนำเงินได้ซึ่งเป็นเงินเดือนจำนวน 600,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • นายโฟกัสจะต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับจำนวน 75,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • นายโตโตและนายพิเชษต้องนำเงินได้จากการขายนาฬิกาจำนวน 6,000,000 บาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยถือว่าผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

ข้อ 2. ให้ท่านวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1. ให้ท่านวิเคราะห์ว่าเงินได้พึงประเมินแต่ละรายการนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดตามประมวลรัษฎากร เพราะเหตุใด และเงินได้พึงประเมินแต่ละรายการ ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก… ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ…ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วน…แต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท”

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1. เงินได้พึงประเมินแต่ละรายการเป็นเงินได้ประเภทใดนั้น แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. เงินเดือนที่นายโตโตได้รับ จากการเป็นข้าราชการไทยสังกัดกระทรวงยุติธรรมเดือนละ 50,000 บาท ถือเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1)

  2. ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงิน จำนวน 75,000 บาทที่นายโฟกัสได้รับ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก)

  3. เงินได้จากการขายนาฬิกา จำนวน 6,000,000 บาทที่นายโตโตและนายพิเชษได้รับ เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการพาณิชย์

สำหรับการหักลดหย่อนของเงินได้พึงประเมินแต่ละรายการนั้น ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนได้ดังนี้

  1. เงินเดือนที่นายโตโตได้รับ นายโตโตมีสิทธิหักลดหย่อนได้ในฐานะผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

  2. ดอกเบี้ยที่นายโฟกัสได้รับ นายโฟกัสมีสิทธิหักลดหย่อนได้ในฐานะผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

  3. เงินได้จากการขายนาฬิกาที่นายโตโตและนายพิเชษได้รับ นายโตโตและนายพิเชษมีสิทธิหักลดหย่อนได้ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนและเป็นผู้มีเงินได้คนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และมาตรา 47 (6)

สรุป

  • เงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาทที่นายโตโตได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 (1) และนายโตโตมีสิทธิหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

  • ดอกเบี้ยจำนวน 75,000 บาทที่นายโฟกัสได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) และนายโฟกัสมีสิทธิหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

  • เงินได้จำนวน 6,000,000 บาทจากการขายนาฬิกาเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) และนายโตโตกับนายพิเชษมีสิทธิหักลดหย่อนได้ 120,000 บาท

ข้อ 3. บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยในรอบระยะเวลาบัญชี 2562 ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียง 120 วันก็ได้ไปสร้างสำนักงานและโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชา โดยมีเงินได้จากการจำหน่ายเม็ดพลาสติกในประเทศมาเลเซีย บรูไน พม่า และกัมพูชา รวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปี 2563 จงวินิจฉัยว่า บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรในเงินจำนวนดังกล่าวอย่างไร หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2562 บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด จะตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียง 120 วัน และได้ไปสร้างสำนักงานและโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชาก็ตาม แต่เมื่อบริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ดังนั้น บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด จึงต้องนำเงินได้จากการจำหน่ายเม็ดพลาสติกในประเทศมาเลเซีย บรูไน พม่า และกัมพูชารวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ประเทศไทย

สรุป บริษัท ไทยเม็ดพลาสติก จำกัด ต้องนำเงินได้จากการจำหน่ายเม็ดพลาสติกทั้งหมดจำนวน 1,000 ล้านบาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

 

Advertisement