การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ระบบกฎหมายมีกี่ระบบ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ระบบกฎหมายมี 3 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบ Common Law 2. ระบบ Civil Law และ 3. ระบบ Socialist Law

  1. ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) เป็นระบบกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นระบบกฎหมายที่ศาลได้นำเอาจารีตประเพณีมาใช้ในการตัดสินคดี โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากในระยะแรกได้มีชนเผ่าต่าง ๆ ที่ได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะอังกฤษ และศาลของท้องถิ่นได้นำเอาจารีตประเพณีของชนเผ่ามาตัดสินคดี ทำให้ผลของคำพิพากษาแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน จนกระทั่งเมื่อชนเผ่าสุดท้าย คือ พวกนอร์แมนพิชิตเกาะอังกฤษ ในสมัยของพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 จึงได้ส่งศาลเคลื่อนที่ออกไปวางหลักเกณฑ์ ทำให้จารีตประเพณีเหมือนกันทุกท้องถิ่นมีลักษณะเป็นสามัญ และใช้บังคับกันได้ทั่วไป ทำให้มีการเรียกชื่อว่า คอนมอนลอว์ และประเทศที่ใช้กฎหมายระบบนี้ ได้แก่ อังกฤษ แคนาดา อเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

  2. ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ (Civil Law) คือ ระบบกฎหมายที่มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร มีต้นกำเนิดจากอาณาจักรโรมัน โดยระบบกฎหมายนี้จะมีการรวบรวมเอาจารีตประเพณีหรือกฎหมายต่าง ๆ มาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งอยู่ในรูปประมวลกฎหมาย

    เหตุที่เรียกชื่อระบบกฎหมายนี้ว่า Civil Law เพราะต้องการที่จะยกย่องและให้เกียรติกฎหมายโรมัน ซึ่งมีคุณค่าสูงกว่ากฎหมายของชนชาติใด ๆ ในสมัยนั้น เนื่องจากคำว่า “Jus Civile” หรือ “Civil Law” หมายถึง กฎหมายที่ใช้กับชาวโรมัน หรือต้นกำเนิดของกฎหมายโรมันแท้ ๆ และคำว่า “Civil Law” นี้ ต่อมาก็ได้กลายเป็นชื่อระบบกฎหมายซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย และเมื่อพิจารณากฎหมายโรมันซึ่งได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จึงมีผู้เรียกระบบกฎหมายนี้อีกชื่อหนึ่งว่า กฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือ “Written Law” นั่นเอง

  3. ระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law) เป็นระบบกฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศรัสเซียหลังจากการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1917 โดยได้นำเอาแนวความคิดของนักปราชญ์ 2 ท่าน คือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) และเลนิน (Lenin) โดยทั้ง 2 ท่าน มีแนวความคิดว่า กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อใช้ปกครองประเทศโดยยึดหลักผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือของชุมชนหรือสังคม ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายสังคมนิยม ได้แก่ จีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว เป็นต้น

ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์กับระบบกฎหมายสังคมนิยมนั้น จะมีแหล่งที่มาเหมือนกัน คือ บ่อเกิดของกฎหมายมาจากจารีตประเพณี โดยประเทศอังกฤษเป็นต้นกำเนิดของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ส่วนประเทศรัสเซียเป็นต้นกำเนิดของระบบกฎหมายสังคมนิยม

ส่วนที่แตกต่างกัน คือ ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์นั้น กฎหมายจะมาจากคำพิพากษาของศาลและมาจากความยุติธรรม แต่ระบบกฎหมายสังคมนิยมนั้น กฎหมายมาจากแนวความคิดของนักปราชญ์ 2 ท่าน คือ คาร์ล มาร์กซ์ และเลนิน

ข้อ 2. นายฟ้าได้รับเป็นทนายความให้ในคดีที่นางแดงฟ้องให้นางดำชำระหนี้เงินกู้ยืม 3 ล้านบาท นายฟ้าคิดค่าจ้างดำเนินคดี 3 แสนบาท หลังจากที่นายฟ้าวางความให้นางแดงจนชนะคดี และนายฟ้าได้เป็นตัวแทนรับเงินกู้ยืม 3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย แต่นายฟ้าได้ส่งมอบเงินให้นางแดงไม่ครบเต็มจำนวนที่รับมา โดยหักค่าจ้างคดีไว้สามแสนบาทเพราะนางแดงยังไม่ได้ชำระค่าจ้างว่าความให้นายฟ้า

ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายฟ้าประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายฟ้าได้รับเป็นทนายความให้ในคดีที่นางแดงฟ้องให้นางดำชำระหนี้เงินกู้ยืม 3 ล้านบาท โดยนายฟ้าคิดค่าจ้างดำเนินคดี 3 แสนบาท หลังจากที่นายฟ้าว่าความให้นางแดงจนชนะคดี และนายฟ้าได้เป็นตัวแทนรับเงินกู้ยืม 3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย แต่นายฟ้าได้ส่งมอบเงินให้นางแดงไม่ครบเต็มจำนวนที่รับมา โดยหักค่าจ้างคดีไว้ 3 แสนบาท เพราะนางแดงยังไม่ได้ชำระค่าจ้างว่าความให้นายฟ้านั้น การกระทำของนายฟ้าย่อมเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 15 เพราะการกระทำของนายฟ้าดังกล่าวถือเป็นการหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของนางแดงลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความและไม่มีเหตุอันสมควร เพราะหากนายฟ้าต้องการค่าจ้างว่าความ นายฟ้าก็ต้องไปเรียกร้องฟ้องคดีต่างหาก ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างว่าความไว้โดยพลการ

และนอกจากนั้นการกระทำของนายฟ้าดังกล่าวถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 18 ด้วย เพราะเป็นการกระทำที่เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ เนื่องจากโดยเจตนารมณ์ในการว่าความคือการให้บริการช่วยเหลือประชาชนมิใช่ค่าจ้างว่าความ

สรุป นายฟ้าประพฤติผิดข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 15 และข้อ 18

ข้อ 3. นายเอเป็นผู้พิพากษา มีนางบีเป็นอดีตคู่สมรส (จดทะเบียนหย่ากันในปี 2560) และมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อนางสาวซี ในปี 2561 นางสาวซีได้จดทะเบียนสมรสกับนายเอก ต่อมาในปี 2565 นายเอกเสียชีวิต นางสาวซีจึงให้นายเอบิดาช่วยเป็นผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกของนายเอกเจ้ามรดกให้แก่ตน

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ถ้านายเอเป็นผู้จัดการมรดกตามคำขอของนางสาวซีบุตรสาว นายเอประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อใดหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 30 “ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการทรัพย์สิน หรือผู้ปกครองทรัพย์ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิต หรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือว่าเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในมรดกหรือทรัพย์นั้นโดยตรง”

วินิจฉัย

ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 30 ได้วางหลักไว้ว่า ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการทรัพย์สิน หรือผู้ปกครองทรัพย์ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิต หรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือว่าเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในมรดกหรือทรัพย์นั้นโดยตรง

กรณีตามปัญหา การที่นางสาวซีซึ่งเป็นบุตรสาวของนายเอผู้พิพากษากับนางบีซึ่งเป็นอดีตคู่สมรสของนายเอ ได้จดทะเบียนสมรสกับนายเอก แล้วต่อมานายเอกได้เสียชีวิตลง นางสาวซีจึงให้นายเอบิดาช่วยเป็นผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดกของนายเอกเจ้ามรดกให้แก่ตนนั้น ในกรณีเช่นนี้นายเอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอก ย่อมถือว่านายเอผู้พิพากษาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 30 ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้จัดการทรัพย์สิน และกรณีดังกล่าวก็ไม่เข้าข้อยกเว้น เนื่องจากนายเอกมิใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของนายเอ หรือเป็นญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงานซึ่งนายเอถือว่าเป็นญาติสนิท รวมทั้งนายเอผู้พิพากษาก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายเอกแต่อย่างใด

สรุป ถ้านายเอผู้พิพากษาเป็นผู้จัดการมรดกตามคำขอของนางสาวซีซึ่งเป็นบุตรสาว ถือว่านายเอประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 30

Advertisement