การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีหลายลักษณะ ในที่นี้นักศึกษาอธิบายหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพ (สภาทนายความ) ว่ามีบทบาทในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพและการส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมายอย่างไร โดยละเอียด พร้อมยกตัวอย่าง

ธงคำตอบ

หน้าที่ขององค์กรวิชาชีพนักกฎหมายแบ่งออกเป็น 2 หน้าที่หลัก ได้แก่ 1. ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ และ 2. ส่งเสริมวิชาชีพ ซึ่งหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพ (สภาทนายความ) มีบทบาทในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพและการส่งเสริมวิชาชีพนักกฎหมาย ดังต่อไปนี้ คือ

1. หน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

(1) ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 ที่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความไว้ว่า จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์ ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีและไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ เป็นต้น

(2) ควบคุมวินัยและมรรยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมรรยาทตามที่กำหนด เฉน ทนายความมีมรรยาทข้อหนึ่งว่าเมื่อรับเงินค่าทำเนียมศาลจากคู่ความมาแล้วต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน เป็นต้น

(3) หน้าที่ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งอาชีพ องค์การวิชาชีพนักกฎหมายมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ จะให้ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี และการทวงหนี้ ย่อมเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งนั้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้คนอื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้นจะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมอยู่ระดับหนึ่ง หากปล่อยให้บุคคลภายนอกซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐานเข้ามาทำวิชาชีพนี้ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่มาขอใช้บริการได้

2. หน้าที่ส่งเสริมวิชาชีพ

(1) ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้ว ยังต้องอบรมกฎหมายและความรู้อื่น ๆ ให้ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ใหม่ ๆ ด้วย เช่น ความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายในระบบออนไลน์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

(2) ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ ด้วยการคอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ใช่ได้รับค่าตอบแทนต่ำเกินไป จนกระทั่งไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ตามสมควร ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากันหรือแย่งงานกัน

(3) ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม สถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายความถึงทัศนะของบุคคลภายนอกที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น สมัยก่อนคนไทยมองทนายความว่าเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล องค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านี้ให้ประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชื่อถือ

ข้อ 2. นายเดชาเป็นทนายความ เพิ่งเปิดสำนักงานทนายความเป็นของตัวเอง ได้ติดป้ายโฆษณาหน้าสำนักงาน มีข้อความว่า “สำนักงานทนายความเดชาและเพื่อน รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจักร” นางสาวตั๊กผ่านมาเห็นข้อความดังกล่าว จึงสนใจและจ้างให้นายเดชาว่าความให้ตนเอง ต่อมาใกล้เทศกาลปีใหม่ นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 40,000 บาท จากนางสาวตั๊ก โดยอ้างว่าจะนำเงินไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นางสาวตั๊กกลัวแพ้คดี จึงมอบเงินให้

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าจะไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง……”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายเดชาซึ่งเป็นทนายความได้ติดป้ายหน้าสำนักงานทนายความของตัวเอง โดยมีข้อความว่า “สำนักงานทนายความเดชาและเพื่อน รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจักร” นั้น ไม่ถือว่านายเดชาประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17 (1) เพราะการที่ทนายความเดชาติดป้ายหน้าสำนักงานโดยมี

ข้อความดังกล่าวนั้น ไม่เป็นการโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความ และข้อความที่โฆษณานั้นก็ไม่ได้แจ้งว่าจะไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ แต่การที่นางสาวตั๊กได้จ้างให้นายเดชาว่าความให้ตนเอง และต่อมาใกล้เทศกาลปีใหม่ นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 40,000 บาทจากนางสาวตั๊ก โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นางสาวตั๊กกลัวแพ้คดีจึงมอบเงินให้นั้น ย่อมถือว่านายเดชาประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 14 เพราะนายเดชาได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการประพฤติตนที่เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ นายเดชาจึงประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 ด้วย

สรุป การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 14 และข้อ 18 แต่ไม่ผิดข้อ 17 (1)

ข้อ 3. พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง โดยมีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งฝ่ายสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยเป็นคนหลอกลวง และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลือคนยากจน โดยต่างฝ่ายต่างก็พากลุ่มของตนมาชุมนุมภายในรั้วของศาลที่บริเวณหน้าศาลจังหวัดแห่งนั้น พร้อมกระเช้าดอกไม้ แต่ก่อนที่นายเกรียงศักดิ์ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่เวรรับฟ้องจะมีคำสั่งรับฟ้อง นายเกรียงศักดิ์ได้นำคดีนี้ไปปรึกษากับนายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนั้นแล้ว หลังจากนั้นนายเกรียงศักดิ์ได้มีคำสั่ง “ประทับรับฟ้อง สำเนาให้จำเลย หมายขัง เว้นแต่มีประกัน” ซึ่งเป็นกรณีที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาในศาลจังหวัดแห่งนั้นแล้ว แต่กลุ่มประชาชนทั้งสองฝ่ายที่มาชุมนุมก็ยังไม่ยอมกลับ นายเกรียงศักดิ์จึงออกไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มประชาชนและขอร้องให้กลุ่มประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ส่งเสียงดัง แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหลังจากที่ทราบว่าศาลได้รับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว กลับแสดงความไม่พอใจและส่งเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น นายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนั้นได้ยิน จึงลงมาดูและแถลงอธิบายต่อกลุ่มประชาชนว่า คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจังหวัดนี้แล้ว ศาลจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบเรียบร้อยไม่ให้ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวนการพิจารณาคดีอื่นในศาล พร้อมกับขอรับมอบกระเช้าดอกไม้จากทั้งสองฝ่ายไว้ หลังจากนั้นนายไกรเทพได้แจ้งให้กลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมทั้งสองฝ่ายกลับบ้าน

ขอให้วินิจฉัยว่า การกระทำของนายเกรียงศักดิ์และนายไกรเทพเป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 5 “ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจักต้องมิให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล”

ข้อ 6 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดี ที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใด ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือกำลังจะขึ้นสู่ศาล แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอาจแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร”

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายเกรียงศักดิ์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่เวรหลังจากมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว ได้ออกมาพบปะพูดคุยกับประชาชนที่มาชุมนุมและขอร้องให้กลุ่มประชาชนทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบและไม่ส่งเสียงดัง และนายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลลงมาดูและแถลงอธิบายว่าคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแล้ว ศาลจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในความสงบเรียบร้อยไม่ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวนการพิจารณาคดีอื่นในศาลนั้น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 5 ที่ว่า “ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจักต้องมิให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล” การกระทำของนายเกรียงศักดิ์และนายไกรเทพเป็นการปรามมิให้ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำฟ้องส่งเสียงดังรบกวนการพิจารณาคดีอื่นในศาลอันเป็นการประพฤติตนไม่สมควรในบริเวณศาลที่อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายเกรียงศักดิ์และนายไกรเทพจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 5 และนอกจากนี้ไม่ปรากฏว่านายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่นายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจได้แถลงให้กลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมทั้งสองฝ่ายเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร ดังนั้น การกระทำของนายไกรเทพจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 6

แต่อย่างไรก็ตามการที่นายไกรเทพผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดขอรับมอบกระเช้าดอกไม้ไว้จากกลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมทั้งสองฝ่าย แม้กลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมจะไม่ใช่คู่ความก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาแล้ว ดังนั้น การกระทำของนายไกรเทพในส่วนนี้จึงเป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 41

สรุป การกระทำของนายเกรียงศักดิ์ไม่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 5 ส่วนการกระทำของนายไกรเทพไม่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้อ 5 และข้อ 6 แต่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

Advertisement