การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. นายน้อยเป็นทนายความให้กับนายใหญ่ ต่อมานายน้อยว่าความจนชนะคดี ได้ยึดเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นของนายใหญ่ไว้ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้นายน้อยก่อน ถ้านายใหญ่ชำระค่าจ้างว่าความแล้วจึงจะยอมคืนเงินให้กับนายใหญ่ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว
(ก) บุคคลใดบ้างที่มีสิทธิยื่นคำกล่าวหาว่านายน้อยประพฤติผิดมารยาททนายความ (15 คะแนน)
(ข) การทำคำกล่าวหานี้ต้องยื่นต่อใคร จงอธิบาย (10 คะแนน)
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
มาตรา 64 วรรคหนึ่ง “บุคคลผู้ได้รับความเสียหายหรือทนายความมีสิทธิกล่าวหาทนายความว่าประพฤติผิดมารยาททนายความ โดยทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการมารยาททนายความ”
มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้รับคำกล่าวหาตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือเมื่อได้รับแจ้งจากศาลพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน หรือเมื่อปรากฏแก่คณะกรรมการมารยาททนายความว่ามีพฤติการณ์อันสมควรให้มีการสอบสวนมารยาททนายความผู้ใด ให้คณะกรรมการมารยาททนายความแต่งตั้งทนายความไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวน…..”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายน้อยเป็นทนายความให้กับนายใหญ่ ต่อมานายน้อยว่าความจนชนะคดีได้ยึดเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นของนายใหญ่ไว้ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้นายน้อยก่อน ถ้านายใหญ่ชำระค่าจ้างว่าความแล้วจึงจะยอมคืนเงินให้กับนายใหญ่นั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ การกระทำดังกล่าวของนายน้อยจึงเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความ ข้อ 15 ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529
(ก) บุคคลที่มีสิทธิยื่นคำกล่าวหาว่านายน้อยประพฤติผิดมารยาททนายความนั้น ได้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ดังนี้คือ
(1) บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย คือ นายใหญ่
(2) ทนายความ
(3) ศาล พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน
(4) คณะกรรมการมารยาททนายความ
(ข) การทำคำกล่าวหาดังกล่าว จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 คือ ต้องทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานคณะกรรมการมารยาททนายความ
ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความ ให้คำปรึกษาในคดีที่นายเทาถูกจับกุมในคดียาเสพติดในระหว่างที่กำลังจะนำยาเสพติดไปส่งให้ผู้ซื้อที่ต่างจังหวัด นายแดงเห็นว่าคดีนี้ตำรวจพบยาเสพติดเป็นจำนวนมากและยังมีคำรับสารภาพของนายเทาว่า กระทำความผิดจริง ศาลน่าจะพิพากษาลงโทษนายเทาแต่ด้วยความสงสาร นายแดงจึงได้กล่าวให้นายเทามั่นใจว่าตนจะช่วยเหลือคดีนี้ให้ถึงที่สุด และตนยังเป็นทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดียาเสพติดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วย นายเทาจึงแจ้งให้ทราบว่าตนแต่งตั้งนายฟ้าเป็นทนายความอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องการเปลี่ยนให้นายแดงทำคดีให้ นายแดงจึงรับปากว่าจะเป็นทนายความให้ แต่นายเทาต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนนายฟ้าออกจากการเป็นทนายความก่อน นายเทาจึงไปดำเนินการตามข้อเสนอแนะของนายแดง ดังนี้จากข้อเท็จจริงข้างต้น นายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 10 “ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง
(1) หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้
(2) อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่น”
ข้อ 16 “แย่ง หรือทำการใดในลักษณะประมูลคดีที่มีทนายความอื่นว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วมาว่าหรือรับ หรือสัญญาว่าจะรับว่าต่างแก้ต่างในคดีที่รู้ว่ามีทนายความอื่นว่าอยู่แล้ว…..”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความ ให้คำปรึกษาในคดีที่นายเทาถูกจับกุมในคดียาเสพติดในระหว่างที่กำลังจะนำยาเสพติดไปส่งให้ผู้ซื้อที่ต่างจังหวัด นายแดงเห็นว่าคดีนี้ตำรวจพบยาเสพติดเป็นจำนวนมาก และยังมีคำรับสารภาพของนายเทาว่ากระทำความผิดจริง ศาลน่าจะพิพากษาลงโทษนายเทาแต่ด้วยความสงสาร นายแดงจึงได้กล่าวให้นายเทามั่นใจว่าตนจะช่วยเหลือคดีนี้ให้ถึงที่สุด และตนยังเป็นทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดียาเสพติดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วยนั้น คำกล่าวของนายแดงดังกล่าว ถือว่าเป็นเพียงการแสดงออกของนายแดงว่าจะรับผิดชอบในคดีนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น มิได้เป็นการใช้อุบายหลอกลวงให้นายเทาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้อยู่แก่ใจว่าจะแพ้ หรือเป็นการอวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความอื่น เพื่อจูงใจให้นายเทามอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่างแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ถือว่านายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 10
แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายแดงรับปากว่าจะเป็นทนายความให้นายเทาทั้ง ๆ ที่รู้ว่านายเทามีนายฟ้าเป็นทนายความอยู่แล้ว โดยให้นายเทาไปยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนนายฟ้าออกจากการเป็นทนายความก่อนนั้นถือเป็นการสัญญาว่าจะรับว่าต่างแก้ต่างในคดีที่รู้ว่ามีทนายความอื่นว่าอยู่แล้ว ดังนั้น ถือว่านายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 16
สรุป นายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 16 แต่ไม่ผิดข้อ 10
ข้อ 3. นายตุลาเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายธันวาฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ตนที่เป็นบิดาของเด็กชายเมษาผู้เยาว์ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่นางกันยาซึ่งเป็นมารดาของเด็กชายเมษาไม่ยินยอม นายสิงหาผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเดียวกันทราบเรื่องเห็นว่าคดีนี้อาจไกล่เกลี่ยได้ และควรพิจารณาโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญจึงแนะนำให้นายตุลาดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อน นายตุลาจึงเรียกนางกันยาและนายธันวาพร้อมทั้งทนายความทั้งสองฝ่ายไปที่บ้านของตน หลังจากไกล่เกลี่ยราวสองชั่วโมง คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงที่จะใช้อำนาจปกครองเด็กชายเมษาร่วมกัน ดังนี้ นายสิงหาและนายตุลาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 8 “การเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีจักต้องกระทำในศาล ผู้พิพากษาพึงชี้แจงให้คู่ความทุกฝ่ายตระหนักถึงผลดีผลเสียในการดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ จักต้องไม่ให้คำมั่น หรือบีบบังคับให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอใด ๆ หรือให้จำเลยรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ และจักต้องไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระแวงว่าผู้พิพากษาฝักใฝ่ช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง”
ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายตุลาซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายธันวาฟ้องขอให้ศาลสั่งให้ตนที่เป็นบิดาของเด็กชายเมษาผู้เยาว์ เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่นางกันยาซึ่งเป็นมารดาของเด็กชายเมษาไม่ยินยอม จึงได้เรียกนางกันยาและนายธันวาพร้อมทั้งทนายความทั้งสองฝ่ายไปที่บ้านของตนเพื่อทำการไกล่เกลี่ย โดยไม่ได้กระทำในศาลนั้น ถือว่านายตุลาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 8 เพราะตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ได้กำหนดไว้ว่า “การเปรียบเทียบหรือไกล่เกลี่ยคดีจักต้องกระทำในศาล”
ส่วนการที่นายสิงหาซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเดียวกันแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี ได้แนะนำให้นายตุลาดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนนั้น ย่อมถือว่านายสิงหาได้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ดังนั้น ถือว่านายสิงหาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 37
สรุป นายสิงหาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 37
ส่วนนายตุลาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการข้อ 8