การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. อริสโตเติ้ลแยกชนิดของความยุติธรรมไว้กี่ชนิด อะไรบ้าง จงอธิบายรายละเอียด

ธงคำตอบ

Aristotle ได้แบ่งประเภทของความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ความยุติธรรมทางจัดสรร (Distributive Justice)

คือบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ เกียรติยศ สิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน เช่น คนงานในโรงงานทำงานเท่ากัน คุณวุฒิ คุณสมบัติเท่ากัน ก็ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน แต่ถ้ามีคนหนึ่งทำงานดีกว่า ขยันกว่า มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า อาจจะทำให้ได้เงินเดือนมากกว่า หลักที่ว่าบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน มีปัญหาอยู่บ้างในกรณีการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลต่างกลุ่ม เช่น ชาวนาควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากแรงงานที่ได้ลงแรงผลิตขึ้นมา ในขณะเดียวกันพ่อค้าที่ขนสินค้าไปขายควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุน พ่อค้าคนกลางกับผู้ผลิตมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน การจัดสรรผลประโยชน์จึงแตกต่างกันบ้าง อาจจะเกิดปัญหาว่า ฝ่ายหนึ่งอาจจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการไม่สมควร

2. ความยุติธรรมทางชดเชย (Rectificatory Justice)

คำว่า “ชดเชย” หมายความว่า ทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น มีคนขับรถยนต์มาชนรถยนต์ของท่านบุบเสียหาย คนชนต้องชดเชยกลับทำให้รถยนต์ของท่านเหมือนเดิมโดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์ เป็นต้น

ข้อ 2. นายป้อมเป็นทนายความได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับนักข่าวว่า “สำนักงานทนายความป้อมเป็นสำนักงานทนายความที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงประชาชนมากที่สุดในประเทศไทย โดยทนายความของเราสามารถหาภาพและคลิปเสียง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่มีสำนักงานทนายความใดในประเทศไทยที่สามารถหาข้อมูลมาได้” เมื่อนายแดงซึ่งเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนเห็นการแถลงข่าวในโทรทัศน์จึงตกลงให้นายป้อมเป็นทนายความของตน ก่อนวันสืบพยาน นายป้อมได้เรียกนายแดงและพยานมาพร้อมกัน แล้วให้คำแนะนำแก่พยานในการเบิกความ โดยมีการตั้งคำถามให้พยานตอบ โดยให้พยานระลึกถึงข้อเท็จจริงในวันสืบพยาน พยานจึงเบิกความตามข้อเท็จจริงที่เตรียมมา เมื่อถึงวันฟังคำพิพากษา นายป้อมไม่ได้ไปศาลโดยอ้างว่ามีธุระด่วน ต้องไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด และไม่ได้ถามนายแดงเกี่ยวกับผลของคำพิพากษา จนทำให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ นายแดงจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายป้อมประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาลหรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ…

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การกระทำของนายป้อมเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายป้อมเป็นทนายความได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับนักข่าวว่า “สำนักงานทนายความป้อมเป็นสำนักงานทนายความที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงประชาชนมากที่สุดในประเทศไทย โดยทนายความของเราสามารถหาภาพและคลิปเสียง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่มีสำนักงานทนายความใดในประเทศไทยที่สามารถหาข้อมูลมาได้” และเมื่อนายแดงซึ่งเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชนเห็นการแถลงข่าวในโทรทัศน์จึงตกลงให้นายป้อมเป็นทนายความของตนนั้น การกระทำของนายป้อมถือว่าเป็นการประกาศโฆษณา ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ และมิใช่เป็นการแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ ตามนัยของข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 17 (2) ดังนั้น การกระทำของนายป้อมจึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17

  2. ก่อนวันสืบพยาน การที่นายป้อมได้เรียกนายแดงและพยานมาพร้อมกัน แล้วให้คำแนะนำแก่พยานในการเบิกความ โดยมีการตั้งคำถามให้พยานตอบ โดยให้พยานระลึกถึงข้อเท็จจริงในวันสืบพยาน พยานจึงเบิกความตามข้อเท็จจริงที่เตรียมมานั้น ถือว่าเป็นเพียงการซักซ้อมพยานเท่านั้นมิใช่เป็นการเสี้ยมสอนพยาน ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายป้อมจึงไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 8

  3. กรณีที่ถึงวันฟังคำพิพากษา นายป้อมไม่ได้ไปศาลโดยอ้างว่าติดธุระด่วนต้องไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด และไม่ได้ถามนายแดงเกี่ยวกับผลของคำพิพากษา จนทำให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ นายแดงจึงไม่สามารถอุทธรณ์ได้นั้น ถือเป็นกรณีที่นายป้อมจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน ตามนัยของข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 12 (2) แล้ว ดังนั้น การกระทำของนายป้อมจึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12

สรุป การกระทำของนายป้อมเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 และข้อ 17 แต่ไม่มีความผิดข้อ 8

ข้อ 3. ณ ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง นายแก้วและนายก้อนเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดดังกล่าว ปรากฏว่านายแก้วยังเป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัท ทิพย์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจภายในครอบครัวของนายแก้ว ส่วนนายก้อนนั้นมีนายก้านเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในจังหวัดเดียวกับที่นายก้อนรับราชการอยู่ ซึ่งนายก้อนและนายก้านเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 นายก้านได้มาพูดจาชักชวนให้นายก้อนให้ช่วยนายก้านหาเสียงในการที่นายก้านจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เดิมอีกสมัยหนึ่ง ในการเลือกตั้งสมัยหน้าที่จะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2566 นายก้อนรับแผ่นพับประวัติและนโยบายของนายก้านที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงในครั้งนี้นำมาใช้แจกจ่ายในขณะที่นายก้านเดินหาเสียงอยู่ในโรงอาหารของศาลจังหวัดดังกล่าวให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการภายในศาลจังหวัด

ให้วินิจฉัยว่า นายแก้วและนายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้านหรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

ข้อ 34 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง และจักต้องไม่เข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางการเมืองอื่นใด ทั้งไม่พึงกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใด นอกจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายแก้วและนายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายแก้ว

การที่นายแก้วเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัด ปรากฏว่านายแก้วยังเป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัท ทิพย์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด ถือได้ว่านายแก้วเป็นกรรมการในบริษัทของเอกชน แม้จะเป็นธุรกิจภายในครอบครัวของนายแก้วก็ตาม แต่เมื่อธุรกิจนั้นเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 26 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ย่อมถือว่านายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการในข้อ 26

กรณีของนายก้อน

การที่นายก้อนผู้พิพากษาศาลจังหวัด และเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 กับนายก้านซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในจังหวัดเดียวกับที่นายก้อนรับราชการอยู่ โดยนายก้อนได้รับแผ่นพับประวัติและนโยบายของนายก้านที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงในการที่นายก้านจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เดิมอีกสมัยหนึ่ง นำมาใช้แจกจ่ายในขณะที่นายก้านเดินหาเสียงอยู่โรงอาหารของศาลจังหวัดดังกล่าวให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการภายในศาลจังหวัดนั้น การกระทำของนายก้อนถือว่าเป็นการสนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ในการเลือกตั้งผู้แทนทางการเมือง และเป็นการกระทำในลักษณะฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 34 ดังนั้น จึงถือว่านายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการในข้อ 34

สรุป นายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 ส่วนนายก้อนประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 34

Advertisement