การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. องค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของกฎหมายคือกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับกับประชาชนนั้นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อความยุติธรรม อย่างไรก็ดี ในบางกรณีกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในระบบจารีตประเพณีหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร อาจไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน เมื่อประชาชนมีข้อพิพาทที่จำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเกิดขึ้น ผู้พิพากษาจะมีวิธีดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมตามกฎหมายได้ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

          ในระบบ Common Law หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณีนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า กฎหมายมาจากแนวคำพิพากษาของศาล กล่าวคือ เมื่อมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นจนกลายเป็นข้อโต้แย้งและฟ้องร้องกันในศาล เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลดังกล่าวก็จะเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งจากบรรทัดฐานหนึ่งจะพัฒนาไปสู่อีกบรรทัดฐานหนึ่งก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีจะเกิดปัญหาขึ้นมาว่าบรรทัดฐานตามแนวคำพิพากษาเดิมไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงมีการสร้างระบบอีกระบบหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าหลัก Equity หรือหลักความเป็นธรรม เพื่อนำไปใช้ประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ดังนั้น หลักดังกล่าวจึงคลายความเข้มงวดของกฎหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและปรับให้เข้ากับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้

          ส่วนในระบบ Civil Law หรือระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร จะมีบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้ประกอบการวินิจฉัย เพียงแต่การนำบทบัญญัติของกฎหมายมาปรับใช้และการตีความกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความยุติธรรมประกอบกับบทบัญญัติของกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นว่านั้นไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังตัวอย่างที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 และปัจจุบันในคดีต่าง ๆ นั้น ศาลได้มีการนำหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทมาปรับใช้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับประชาชนมากขึ้น

ข้อ 2. นายเดชาเป็นทนายความ ได้ติดป้ายหน้าสำนักงานทนายความของตัวเอง โดยมีข้อความว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกนายเดชา รับปรึกษา ว่าความทั่วราชอาณาจักร ราคาถูกและยุติธรรม” นายอัจฉริยะผ่านมาเห็นข้อความดังกล่าว จึงตกลงจ้างนายเดชาเป็นทนายความ ต่อมาใกล้เทศกาลตรุษจีน นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 30,000 บาท จากนายอัจฉริยะ โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายอัจฉริยะกลัวแพ้คดีจึงมอบเงินให้ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

          ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

          ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

          (1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การหรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง……”

          ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

          วินิจฉัย

          กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเดชาซึ่งเป็นทนายความได้ติดป้ายหน้าสำนักงานทนายความของตัวเอง โดยมีข้อความว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกนายเดชา รับปรึกษา ว่าความทั่วราชอาณาจักร ราคาถูกและยุติธรรม” นั้น ไม่ถือว่านายเดชาประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 17 (1) เพราะการที่ทนายความเดชาติดป้ายหน้าสำนักงานโดยมีข้อความดังกล่าวนั้น ไม่เป็นการโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความ และข้อความที่โฆษณานั้นก็ไม่ได้แจ้งว่าจะไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ แต่การที่นายอัจฉริยะได้ตกลงจ้างนายเดชาเป็นทนายความ และต่อมาใกล้เทศกาลตรุษจีน นายเดชาได้เรียกร้องเงินจำนวน 30,000 บาท จากนายอัจฉริยะ โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อทองให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายอัจฉริยะกลัวแพ้คดีจึงมอบเงินให้นั้น ย่อมถือว่านายเดชาประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 เพราะนายเดชาได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการประพฤติตนที่เป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ นายเดชาจึงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 18 ด้วย

สรุป การกระทำของนายเดชาเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 และข้อ 18 แต่ไม่ผิดข้อ 17 (1)

ข้อ 3. นายเอผู้ช่วยผู้พิพากษา นางสาวบีคู่หมั้นของนายเอต้องการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงให้นายเอร่างสัญญาให้ และเมื่อนายซีเพื่อนของนางสาวบีทราบว่านายเอคู่หมั้นของนางสาวบีเป็นผู้พิพากษา จึงขอให้นายเอเป็นที่ปรึกษาบริษัทของตน ให้ท่านวินิจฉัยว่าตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ (1) นายเอสามารถร่างสัญญาซื้อขายที่ดินให้นางสาวบี และ (2) เป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

          หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

          ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

          ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

          ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรม และผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”

          วินิจฉัย

          ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 44 ได้กำหนดให้นำประมวลจริยธรรมตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อนายเอดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้ด้วยเช่นเดียวกับผู้พิพากษา

          กรณีตามอุทาหรณ์ นายเอจะสามารถกระทำการดังกล่าวได้หรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

          (1) การที่นางสาวบีซึ่งเป็นคู่หมั้นของนายเอต้องการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงให้นายเอร่างสัญญาให้นั้น นายเอผู้ช่วยผู้พิพากษาย่อมไม่สามารถร่างสัญญาซื้อขายที่ดินอันถือเป็นนิติกรรมประเภทหนึ่งให้นางสาวบีได้ เพราะขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง ประกอบข้อ 44 ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความ หรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ อีกทั้งนางสาวบีก็เป็นเพียงคู่หมั้นของนายเอเท่านั้น ไม่ใช่คู่สมรส จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 31 วรรคสองตอนท้าย ซึ่งบัญญัติว่า “เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน…… มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”

          (2) การที่นายซีเพื่อนของนางสาวบีทราบว่านายเอคู่หมั้นของนางสาวบีเป็นผู้พิพากษา จึงขอให้นายเอเป็นที่ปรึกษาบริษัทของตนนั้น นายเอผู้ช่วยผู้พิพากษาจะเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีไม่ได้ เพราะการเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีนั้นถือเป็นการให้คำปรึกษาที่อาจเกิดเป็นคดีความในภายหน้าได้ จึงเป็นการขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง และข้อ 31 วรรคสอง ประกอบข้อ 44

          สรุป (1) นายเอไม่สามารถร่างสัญญาซื้อขายที่ดินให้นางสาวบีได้

                   (2) นายเอจะเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทของนายซีไม่ได้

                

Advertisement