การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ความเสมอภาคและอิสระภาพ หมายความว่าอย่างไร ทั้งสองประการนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไรในความหมายของความยุติธรรม

ธงคำตอบ

“ความเสมอภาค” หมายความว่า ความเท่าเทียมกันของบุคคลที่เท่าเทียมกัน

“อิสรภาพ” หมายความว่า เสรีภาพในการกระทำภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

ทั้งความเสมอภาคและอิสรภาพจะมีความสัมพันธ์กันในความหมายของความยุติธรรม กล่าวคือ บุคคลต้องมีอิสรภาพที่จะใช้ความเสมอภาคจึงจะเกิดความยุติธรรม

มีนักปรัชญาหลายท่านได้กล่าวถึงความยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคและอิสรภาพไว้ดังนี้

Aristotle กล่าวว่า ความยุติธรรมประกอบด้วยความเสมอภาค คือ บุคคลที่เท่ากันสมควรได้รับสิ่งที่เท่าเทียมกัน บุคคลที่ไม่เท่ากันก็ต้องได้รับสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกัน

Herbert Spencer กล่าวว่า ความยุติธรรมไม่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาค แต่เกี่ยวข้องกับอิสรภาพ มนุษย์ควรมีอิสรภาพที่จะมีชีวิตที่ดี แสวงหาทรัพย์สมบัติ เลือกที่อยู่ และแสดงความคิดเห็น แต่อย่างไรก็ตาม อิสรภาพของเอกชนจะต้องถูกจำกัดลงโดยอิสรภาพของสังคม

ส่วน William Sorley กล่าวว่า ความยุติธรรมจะต้องประกอบด้วยความเสมอภาคและอิสรภาพ ทั้งสองสิ่งจะต้องเข้ามาประสานงานกันอย่างสมดุล ซึ่งกระทำได้โดย

  1. มีการพัฒนาการศึกษากันอย่างกว้างขวาง คนที่มีการศึกษาแล้วจึงจะรู้ว่าจะใช้อิสรภาพกับความเสมอภาคที่ตนมีอยู่ในสังคมได้อย่างไร

  2. จะต้องมีการจัดหางานตามความเหมาะสมและความสามารถ เมื่อมีงานทำแล้ว คนจึงจะใช้อิสรภาพในการทำงาน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในสังคมได้

ข้อ 2. นายองุ่นรับเป็นทนายความให้กับนายส้มซึ่งเป็นจำเลยในคดีหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนเงินดิจิทัล ขณะที่นายองุ่นกำลังจะไปฟังคำพิพากษา นายองุ่นขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของนายเปิ้ลเสียหาย โดยแจ้งว่าต้องรีบไปศาลแล้วจะไปตกลงค่าเสียหายที่สถานีตำรวจในภายหลัง ซึ่งนายเปิ้ลเชื่อและยินยอมตามที่นายองุ่นขอ เมื่อฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายส้มแล้ว นายองุ่นก็ไม่ได้ไปสถานีตำรวจแต่อย่างใด ต่อมานายองุ่นยื่นอุทธรณ์และเรียกเงินจากนายส้มเพิ่มเป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยแจ้งกับนายส้มว่าจะนำเงินมาวิ่งเต้นคดีและตนรู้จักผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หลายคนและเคยวิ่งเต้นหลายคดีจนสำเร็จมาแล้ว หากไม่สำเร็จจะคืนเงินให้ นายส้มหลงเชื่อจึงโอนเงินให้ ในที่สุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน นายส้มจึงมาขอเงินจำนวน 2 ล้านบาทคืน แต่นายองุ่นไม่ยอมคืนเงินจำนวนนี้แก่นายส้ม ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายองุ่นประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายองุ่นรับเป็นทนายความให้กับนายส้มซึ่งเป็นจำเลยในคดีหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนเงินดิจิทัล ขณะที่นายองุ่นกำลังจะไปฟังคำพิพากษา นายองุ่นขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของนายเปิ้ลเสียหาย และแจ้งแก่นายเปิ้ลว่าต้องรีบไปศาล แล้วจะไปตกลงค่าเสียหายที่สถานีตำรวจในภายหลัง ซึ่งนายเปิ้ลเชื่อและยินยอมตามที่นายองุ่นขอ แต่เมื่อฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายส้มแล้ว นายองุ่นก็ไม่ได้ไปสถานีตำรวจแต่อย่างใดนั้น การกระทำของนายองุ่นดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 18 เพราะเป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีของประชาชน และทำให้เสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ

การที่นายองุ่นรับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายเรียกเงินจากนายส้มเพิ่มเป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยแจ้งแก่นายส้มว่าจะนำเงินมาวิ่งเต้นคดี และตนรู้จักผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หลายคน และเคยวิ่งเต้นหลายคดีจนสำเร็จมาแล้ว หากไม่สำเร็จจะคืนเงินให้ นายส้มหลงเชื่อจึงโอนเงินให้ แต่ในที่สุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน และนายส้มจึงมาขอเงินคืน แต่นายองุ่นไม่ยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่นายส้มนั้น การกระทำของนายองุ่นย่อมเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ และเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 15 ด้วย เนื่องจากการกระทำของนายองุ่นถือเป็นการฉ้อโกง และเป็นการหน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ

สรุป การกระทำของนายองุ่นเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 14 ข้อ 15 และข้อ 18

ข้อ 3. นายอิศราเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากบิดาและมารดาถึงแก่ความตาย ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด มีมติแต่งตั้งให้นายอิศราให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด แทนบิดาซึ่งเป็นกิจการธุรกิจของครอบครัว หลังจากนั้นอีก 2 เดือน นายอิศราได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ต่อมาอีก 1 เดือน นายอิศราได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ดังนี้ อยากทราบว่านายอิศราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

มาตรา 59 “ข้าราชการตุลาการต้อง

(1) ไม่เป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน

(2) ไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันในห้างหุ้นส่วนบริษัท

(3) ไม่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการตามระเบียบที่ ก.ต. กำหนด”

และตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคหนึ่ง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร”

ข้อ 27 “ในกรณีจำเป็นผู้พิพากษาอาจได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งจากหน่วยราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับหน่วยราชการ หรือหน่วยงานนั้นได้ ในเมื่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ทั้งจักต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว เว้นแต่จะมีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือมติของ ก.ต. ระบุไว้เป็นอย่างอื่น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีที่ 1. การที่นายอิศราซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด แทนบิดาเนื่องจากบิดาและมารดาถึงแก่ความตายนั้น ถือเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (2) และเป็นการขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้พิพากษาเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอกชน ดังนั้น นายอิศราจึงต้องปฏิเสธไม่รับตำแหน่งดังกล่าว

กรณีที่ 2. การที่นายอิศราซึ่งเป็นผู้พิพากษาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งนั้น ถือเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (1) ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้พิพากษาเป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น นายอิศราจึงต้องปฏิเสธไม่รับตำแหน่งดังกล่าว

กรณีที่ 3. การที่นายอิศราซึ่งเป็นผู้พิพากษาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งนั้น เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐเป็นตำแหน่งหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีลักษณะขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการ จึงไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 59 (3) แต่อย่างไรก็ดี กรณีนี้นายอิศราจะดำรงตำแหน่งนี้ได้จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานศาลยุติธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 27

สรุป นายอิศราจะต้องปฏิเสธไม่รับตำแหน่งการเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟ้าไทยพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำกัด และตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ส่วนตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยของรัฐนั้น นายอิศราจะรับตำแหน่งดังกล่าวได้ จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว

Advertisement