การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า “กฎหมายมาจากประชาชน” แต่มนุษย์สร้างกฎหมายขึ้นมาในสังคมโดยมีวัตถุประสงค์ใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มนุษย์สร้างกฎหมายขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อป้องกันสังคม และเพื่อป้องกันตนเอง

1. การป้องกันสังคม การกระทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินจะก่อให้เกิดข้อพิพาทต่อสู้แก้แค้นกันไม่มีที่สิ้นสุด หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น สังคมจะแตกสลายไม่อาจโยงยึดสมาชิกให้อยู่รวมกันเป็นสังคมได้ สังคมจึงต้องเข้ามามีบทบาทห้ามไม่ให้มีการกระทำเช่นนั้น หากผู้ใดได้กระทำลงต้องนำมาจัดการลงโทษ เพื่อไม่ให้มีการแก้แค้นกันเองหรือเพื่อไม่ให้มีการกระทำเช่นนั้นอีก กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงเกิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เช่นนั้น

2. การป้องกันตนเอง เมื่อมนุษย์ยอมมอบอำนาจและยอมเคารพเชื่อฟังสังคมให้ดำเนินการต่าง ๆ ที่อาจกระทบสิทธิเสรีภาพของตนได้ ทั้งนี้หมายความรวมถึง “รัฐ” อันเป็นสังคมใหญ่ อำนาจที่รัฐใช้เรียกว่า “อำนาจรัฐ” ซึ่งพึงมีอำนาจยิ่งใหญ่ยากที่ปัจเจกชนจะขัดขืน ทำอย่างไรสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจะไม่กลับมาทำร้ายมนุษย์เสียเอง มนุษย์ไม่ได้เป็นเหยื่อของอาชญากรรมเท่านั้น อาจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมได้ด้วย มนุษย์จึงตีกรอบ กำหนดเงื่อนไข ขั้นตอนการใช้อำนาจรัฐเพื่อป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรม

ข้อ 2. (ก) หลักสุจริต ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของทนายความอย่างไร จงอธิบาย

(ข) นายพริกว่จ้างนายแพงให้เป็นทนายความในคดีฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์มรดก โดยตกลงค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 500,000 บาท อีกทั้งมอบหมายให้นายแพงเป็นตัวแทนรับมอบนาฬิกาคืนจากเพื่อนที่ยืมไปใส่ เมื่อคดีเสร็จสิ้น นายพริกแพ้คดี จึงปฏิเสธไม่จ่ายค่าจ้างว่าความ นายแพงจึงไม่ยอมส่งมอบนาฬิกาที่รับไว้แทนนายพริก โดยอ้างว่าตนเองมีสิทธิยึดหน่วงไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างว่าความ

ดังนี้ นายแพงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

(ก) หลักสุจริต ได้ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต” จากหลักกฎหมายดังกล่าวนข้างต้น ทนายความจึงต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อลูกความที่มอบความไว้วางใจให้ช่วยเหลือดำเนินคดีแทนให้ โดยให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือแก้ไขปัญหาทางกฎหมายให้ลูกความอย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดต่อลูกความ และจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของลูกความให้มากที่สุด และป้องกันไม่ให้ลูกความของตนเสียผลประโยชน์อย่างดีที่สุด

(ข) หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครองหรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพริกว่าจ้างนายแพงให้เป็นทนายความในคดีฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดก โดยตกลงค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 500,000 บาท อีกทั้งมอบหมายให้นายแพงเป็นตัวแทนรับมอบนาฬิกาคืนจากเพื่อนที่ยืมไปใส่ เมื่อคดีเสร็จสิ้น นายพริกแพ้คดี จึงปฏิเสธไม่จ่ายค่าจ้างว่าความ นายแพงจึงไม่ยอมส่งมอบนาฬิกาที่รับไว้แทนนายพริก โดยอ้างว่าตนเองมีสิทธิยึดหน่วงไว้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างว่าความนั้น การกระทำของนายแพงที่ไม่ยอมส่งมอบนาฬิกาที่รับไว้แทนนายพริก ย่อมถือว่าเป็นการหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ จึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 15

สรุป นายแพงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 15

ข้อ 3. นายอภิศักดิ์เป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง และเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายอภิเดชเป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์เป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ หลังจากที่นายอภิศักดิ์สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว นายอภิชัยเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดเดียวกันซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนเดียวกันกับนายอภิสิทธิ์ ทราบว่านายอภิสิทธิ์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว นายอภิชัยจึงเข้าไปพบนนายอภิศักดิ์และสอบถามถึงผลของการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยว่านายอภิศักดิ์เชื่อพยานโจทก์หรือพยานจำเลย และขอให้นายอภิศักดิ์พิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์ที่เป็นเพื่อนนักเรียน นายอภิศักดิ์เพียงแต่นิ่งเฉยและไม่ตอบคำถามใด ๆ ของนายอภิชัย รวมทั้งไม่รับปากว่าจะช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์ตามที่นายอภิชัยขอให้ช่วย

ดังนี้ นายอภิศักดิ์และนายอภิชัยประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายอภิศักดิ์และนายอภิชัยประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายอภิศักดิ์

การที่นายอภิชัยผู้พิพากษาในศาลจังหวัดเดียวกันกับนายอภิศักดิ์ได้เข้าไปสอบถามนายอภิศักดิ์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนถึงผลของการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยว่านายอภิศักดิ์เชื่อพยานโจทก์หรือพยานจำเลย และขอให้นายอภิศักดิ์ช่วยพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน นายอภิศักดิ์เพียงแต่นิ่งเฉย และไม่ตอบคำถามใด ๆ ของนายอภิชัย ซึ่งรวมถึงผลของคดีว่าใครจะชนะหรือแพ้รวมทั้งไม่ได้รับปากว่าจะช่วยพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามที่นายอภิชัยขอนั้น ไม่มีบทบัญญัติข้อใดในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการกำหนดไว้เป็นความผิดในถามที่นายอภิศักดิ์ไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าวของนายอภิชัย ดังนั้น นายอภิศักดิ์จึงไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

กรณีของนายอภิชัย

การที่นายอภิชัยเข้าไปสอบถามนายอภิศักดิ์ถึงผลของคดี และขอให้นายอภิศักดิ์ช่วยพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายอภิศักดิ์เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีที่นายอภิสิทธิ์เพื่อนของนายอภิชัยถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์นั้น การกระทำดังกล่าวของนายอภิชัยถือว่าเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น จึงเป็นความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37

สรุป นายอภิศักดิ์ไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

แต่นายอภิชัยประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37

Advertisement