การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. ทนายความในประเทศอังกฤษมีกี่ประเภท และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด
ธงคำตอบ
ทนายความในประเทศอังกฤษ มี 2 ประเภท ได้แก่
1. Solicitor เป็นนักกฎหมายทั่ว ๆ ไป มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประชาชน ร่างสัญญา ร่างพินัยกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดการเรื่องจดทะเบียนและหย่าร้าง โดย Solicitor สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาได้เฉพาะคดีเล็ก ๆ ในศาล County Courts เท่านั้น จะเข้าไปว่าความในศาล Crown Courts ไม่ได้
2. Barrister เป็นนักกฎหมายที่มีความรู้เฉพาะด้าน มีหน้าที่ว่าความแก้ต่างให้แก่ลูกความในศาล เสนอพยานหลักฐานต่อศาล แถลงการณ์ด้วยวาจา ร่างอุทธรณ์ โดยในระบบศาลอังกฤษที่ใช้ลูกขุนนั้น การแถลงการณ์ด้วยวาจามีความสำคัญ ดังนั้น Barrister จึงต้องมีศิลปะในการพูดอย่างสูง เพื่อแถลงเปิดคดีหรือปิดคดีชี้แจงให้ลูกขุนซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเห็นคล้อยตามว่าควรฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ช่วยทำให้ลูกขุนเข้าใจประเด็นและเข้าใจเนื้อหาของพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเพื่อวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง
ปกติเมื่อประชาชนมีข้อพิพาทและต้องการความช่วยเหลือจากทนายความ ก็จะไปพบ Solicitor เพื่อขอคำปรึกษา โดย Solicitor จะสัมภาษณ์ลูกความ ถามข้อเท็จจริง ถ้ามีพยานหลักฐานอย่างไรจะต้องตรวจและสอบถามพยานเหล่านั้นก่อน หลังจากนั้นจึงส่งคดีให้กับ Barrister ไปว่าความในศาล
ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งชั้นของ Barrister คือ แบ่งโดยใช้ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความต่ำกว่า 15 ปี เรียกว่า “Junior Barrister” ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้ยื่นคำร้องต่อ Lord Chancellor แต่งตั้งเป็น “Queen’s Counsel” (นักกฎหมายแห่งพระราชินี) ซึ่งสามารถว่าความคดีสำคัญ ๆ ได้
การได้รับการแต่งตั้งเป็น Queen’s Counsel มีศัพท์เรียกกันว่า “Taking Silk” หมายความว่าในขณะที่เป็น Junior Barrister ยังใส่เสื้อครุยเป็นผ้าธรรมดา แต่ถ้าเป็น Queen’s Counsel แล้ว มีสิทธิใส่เสื้อครุยผ้าไหม
ข้อ 2. นายเอกเป็นทนายความ รับเป็นทนายความในคดีที่นายโทฟ้องเรียกรถยนต์คืนจากนายตรีฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ตกลงค่าจ้างว่าความ 50,000 บาท โดยจะชำระให้เมื่อคดีเสร็จสิ้น ในการทำหน้าที่ นายโทมอบหมายให้นายเอกมีอำนาจฟ้องคดี ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ประนีประนอมยอมความ และรับชำระหนี้แทนตน ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณา นายตรีตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล และได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นายโท นายเอกเห็นว่าคดีเสร็จสิ้น และนายตรีได้ส่งมอบรถยนต์แล้ว จึงเรียกค่าจ้างว่าความจากนายโท แต่นายโทปฏิเสธไม่จ่าย โดยอ้างว่าไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเพราะนายเอกไปทำสัญญายอมความเสียก่อน นายเอกจึงไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืน และขอใช้สิทธิยึดหน่วงรถยนต์ไว้จนกว่าจะได้รับค่าจ้างว่าความ
ดังนี้ นายเอกประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกเป็นทนายความ รับเป็นทนายความในคดีที่นายโทฟ้องเรียกรถยนต์คืนจากนายตรีฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ตกลงค่าจ้างว่าความ 50,000 บาท โดยจะชำระให้เมื่อคดีเสร็จสิ้น ในการทำหน้าที่นายโทมอบหมายให้นายเอกมีอำนาจฟ้องคดี ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล ประนีประนอมยอมความ และรับชำระหนี้แทนตน ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณา นายตรีตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล และได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นายโท เมื่อนายเอกเห็นว่าคดีเสร็จสิ้น และนายตรีได้ส่งมอบรถยนต์แล้ว จึงเรียกค่าจ้างว่าความจากนายโท แต่นายโทปฏิเสธไม่จ่าย โดยอ้างว่าไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเพราะนายเอกไปทำสัญญายอมความเสียก่อน นายเอกจึงไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืน และขอใช้สิทธิยึดหน่วงรถยนต์ไว้จนกว่าจะได้รับค่าจ้างว่าความนั้น การกระทำของนายเอกถือเป็นการหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกความ จึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15
สรุป นายเอกประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15
ข้อ 3. นายกิ่งและนายก้านเป็นองค์คณะในคดีอาญาเรื่องหนึ่งที่นายแก้วเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน นายแก้วได้นำคดีมาปรึกษาองค์คณะก่อนทำคำพิพากษา ปรากฏว่านายกิ่งและนายก้านไม่เห็นด้วยที่จะลงโทษจำคุกจำเลย นายแก้วจึงไปหารือกับนายกรุงผู้พิพากษาอาวุโสเพื่อให้ช่วยพูดกับนายกิ่งและนายก้านให้ยอมตามความเห็นของนายแก้วที่เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แต่นายกิ่งและนายก้านไม่ยอมปฏิบัติตาม
ดังนี้ นายแก้วและนายกรุงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 11 “ในการปรึกษาคดี ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจักต้องตระเตรียมคดีนั้นล่วงหน้าอย่างถี่ถ้วนและจักต้องชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อองค์คณะอย่างถูกต้องครบถ้วน
ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะจักต้องร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นและเหตุผลประกอบเสมือนหนึ่งตนเป็นเจ้าของสำนวนคดีเรื่องนั้นเอง ผู้พิพากษาที่ร่วมกันพิจารณาคดีพึงเคารพในความคิดเห็นและเหตุผลของกันและกัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้คำวินิจฉัยชี้ขาดที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม”
ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกิ่งและนายก้านเป็นองค์คณะในคดีอาญาเรื่องหนึ่งที่นายแก้วเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เมื่อนายแก้วได้นำคดีมาปรึกษาองค์คณะก่อนทำคำพิพากษา ปรากฏว่านายกิ่งและนายก้านไม่เห็นด้วยที่จะลงโทษจำคุกจำเลย นายแก้วจึงไปหารือกับนายกรุงผู้พิพากษาอาวุโสเพื่อให้ช่วยพูดกับนายกิ่งและนายก้านให้ยอมตามความเห็นของนายแก้วผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนั้น การกระทำของนายแก้วถือว่าเป็นการไม่เคารพในความคิดเห็นและเหตุผลของผู้พิพากษาในองค์คณะ ดังนั้น จึงถือว่านายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 11
ส่วนการที่นายกรุงผู้พิพากษาอาวุโสช่วยพูดกับนายกิ่งและนายก้านผู้พิพากษาในองค์คณะให้ยอมตามความเห็นของนายแก้วนั้น การกระทำของนายกรุงถือว่าเป็นการเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังนั้น จึงถือว่านายกรุงประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37
สรุป นายแก้วประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 11
ส่วนนายกรุงประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37