การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. การศึกษาและอบรมเป็นพิเศษทางความคิดของวิชาชีพนักกฎหมายมุ่งปลูกฝังอุดมคติในประเด็นใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

การศึกษาและอบรมเป็นพิเศษทางความคิดของวิชาชีพนักกฎหมายนั้น จะมุ่งปลูกฝังอุดมคติใน 2 ประเด็น คือ

  1. ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด ผู้พิพากษาก็ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม อัยการก็จะสั่งฟ้องอย่างยุติธรรม ทนายความก็จะต้องต่างคดีแทนประชาชนอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าต่างแก้ต่างเพื่อประโยชน์ของลูกความเท่านั้น ถ้าลูกความกระทำผิดควรหาทางช่วยเหลือในแง่กฎหมายว่ามีเหตุที่จะได้รับการยกเว้นความผิด หรือเหตุที่จะได้รับการยกเว้นโทษอย่างไร ไม่ใช่บิดเบือนข้อเท็จจริงให้กลายเป็นถูกกฎหมาย

  2. ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของส่วนตนหรือของหมู่คณะ ให้คิดว่าตนเองเป็นคนของประชาชน ไม่ใช่เป็นคนของวงการวิชาชีพ เช่น ถ้าทนายความคนอื่นมีคดีพิพาทกับประชาชน เราในฐานะทนายความต้องช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ว่าถ้าประชาชนพิพาทกับทนายความแล้วจะไม่มีทนายความอื่นให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเลย

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความให้กับนายไก่ ต่อมาอีก 1 เดือน นายแดงได้เรียกร้องเงินจำนวน 10,000 บาท จากนายไก่ โดยอ้างว่าจะนำไปเลี้ยงข้าวผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายไก่จึงมอบเงินให้ ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดี ในวันนัดฟังคำพิพากษานายแดงไม่มาศาล โดยนายไก่มาศาลแต่เพียงผู้เดียว นายไก่จึงลงชื่อในปกสำนวนทราบคำพิพากษาเองโดยนายแดงไม่ได้ลงชื่อด้วย และนายแดงไม่ได้สอบถามนายไก่ว่าจะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่แต่อย่างใด จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ทำให้นายไก่ไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายแดงประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความให้กับนายไก่ ต่อมานายแดงได้เรียกร้องเงินจำนวน 10,000 บาท จากนายไก่ โดยอ้างว่าจะนำไปเลี้ยงข้าวผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในศาลชั้นต้น นายไก่จึงมอบเงินให้ ย่อมถือว่านายแดงได้ใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้ จึงถือว่านายแดงได้ประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 14

และนอกจากนั้นนายแดงยังประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 12 ด้วย เพราะแม้แต่นายไก่จะได้ลงชื่อในปกสำนวนทราบคำพิพากษาเองโดยนายแดงไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่นายแดงซึ่งเป็นทนายความมีหน้าที่ติดตามผลคดีเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป ดังนั้น การที่นายแดงไม่มาติดตามผลคำพิพากษาปล่อยให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ทำให้นายไก่ไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จึงถือเป็นการจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำเกี่ยวแก่การดำเนินคดีของลูกความ ซึ่งถือเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 12 (2)

สรุป นายแดงประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความ ข้อ 12 และข้อ 14

ข้อ 3. นายเทพผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่งจัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านพัก ปรากฏว่ามีนายชัยเจ้าของโรงงานทำมะม่วงกวน นำมะม่วงกวนราคา 500 บาท มามอบให้แก่นายเทพเป็นของขวัญปีใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแขก ต่อมานายกรุงเจ้าของห้างสรรพสินค้าในจังหวัด นำนาฬิกาข้อมือราคา 390,000 บาท มามอบให้นายเทพเป็นของขวัญปีใหม่ ส่วนนางปราณีภริยานายเทพต่อหน้านายเทพเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ทั้งนายเทพและนางปราณีรับไว้ และนายนครโจทก์ในคดีแพ่งที่นายเทพเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ได้นำกระเช้าผลไม้ราคา 1,000 บาท มามอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ นายเทพรับไว้และนำมาเลี้ยงแขกในงานปีใหม่ ดังนั้น การกระทำของนายเทพและนางปราณีที่รับของขวัญทั้ง 4 รายการดังกล่าว เป็นการกระทำผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายโดยยกประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการที่เกี่ยวข้องมาประกอบด้วย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 41 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

ข้อ 42 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การกระทำของนายเทพและนางปราณีที่รับของขวัญทั้ง 4 รายการดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายเทพผู้พิพากษาศาลจังหวัดได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านพัก มีนายชัยเจ้าของโรงงานทำมะม่วงกวน นำมะม่วงกวนราคา 500 บาท มามอบให้แก่นายเทพเป็นของขวัญปีใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแขก กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 เพราะเป็นการรับของกำนัลตามประเพณีในสังคม และมีมูลค่าไม่เกินกว่าที่พึงจะให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ประกอบกับไม่ปรากฏว่านายชัยให้เป็นคู่ความในคดีที่นายเทพเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน

  2. การที่นายเทพรับนาฬิกาข้อมือราคา 390,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่จากนายกรุงเจ้าของห้างสรรพสินค้าในจังหวัด แม้ว่าจะมีประเพณีให้ของขวัญปีใหม่แก่กัน แต่นาฬิกาข้อมือมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ถือว่าการที่นายเทพรับนาฬิกาข้อมือจากนายกรุงเป็นการผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

  3. การที่นางปราณีภริยานายเทพรับแหวนเพชรจำนวน 1 วง มูลค่า 250,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่จากนางอัญชลีเจ้าของร้านขายเพชรนั้น ถือว่านายเทพประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 เช่นกัน เพราะเป็นการที่นายเทพไม่ดูแลนางปราณีคู่สมรสซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีประเพณีในสังคมที่มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่กันแต่แหวนเพชรมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้แก่กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม

  4. การที่นายนครโจทก์ในคดีแพ่งที่นายเทพผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและอยู่ในระหว่างสืบพยานโจทก์ยังไม่แล้วเสร็จ ได้นำกระเช้าผลไม้ราคา 1,000 บาท มามอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ และนายเทพรับไว้และนำไปเลี้ยงแขกในงานเลี้ยงปีใหม่ แต่ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41 บัญญัติห้ามผู้พิพากษารับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความ แม้ว่าของดังกล่าวจะมีราคาเพียง 1,000 บาท ก็ตามก็ถือว่านายเทพผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

ส่วนนางปราณีไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการเป็นเพียงภริยานายเทพซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดจึงไม่ถือว่านางปราณีผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแต่ประการใด

สรุป 1. การกระทำของนายเทพ กรณีรับนาฬิกาข้อมือราคา 390,000 บาท จากนายกรุง และกรณีที่นางปราณีภริยานายเทพรับแหวนเพชรจำนวน 1 วง มูลค่า 250,000 บาท จากนางอัญชลี เป็นการประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

2. การกระทำของนายเทพ กรณีรับกระเช้าผลไม้ราคา 1,000 บาท จากนายนคร เป็นการประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 41

3. ส่วนนางปราณีไม่ถือว่ากระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ เพราะนางปราณีไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการ

Advertisement