การสอบซ่อมภาค 1 ปีการศึกษา 2561
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4105) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายประการหนึ่งคือต้องมีองค์การวิชาชีพ อยากทราบว่าหน้าที่ขององค์การวิชาชีพมีกี่ประการ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด
ธงคำตอบ
หน้าที่ขององค์การวิชาชีพ มี 2 ประการ ดังนี้คือ
1. การควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่
(1) ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ ทุกวิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เช่น ถ้าแพทย์วินิจฉัยโรคไม่ได้ ให้ยาไม่ถูก คนไข้อาจตายได้ หรือถ้าทนายความไม่รู้กฎหมาย ไม่ยื่นฟ้องภายในกำหนด คดีอาจขาดอายุความ ทำให้ลูกความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง องค์การวิชาชีพจึงต้องจัดทดสอบมาตรฐานความรู้อยู่เสมอ ดังนั้นเนติบัณฑิตยสภาของทุกประเทศจึงทดลองความรู้ของผู้ที่จะเข้าประกอบวิชาชีพก่อนออกใบอนุญาตให้
(2) ควบคุมวินัยและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมารยาทตามที่กำหนด เช่น ทนายความมีมารยาทข้อหนึ่งว่า เมื่อรับเงินค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความมาแล้ว ต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน
(3) ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งทำอาชีพ อาชีพนี้ต้องผูกขาด องค์การวิชาชีพจึงมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ ตัวอย่างเช่น องค์การวิชาชีพแพทย์จะต้องดูแลไม่ให้พยาบาลทำงานอย่างแพทย์ หรือองค์การวิชาชีพนักกฎหมายก็มีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี หรือการทวงหนี้ล้วนเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งสิ้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้ผู้อื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้น จะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมระดับหนึ่ง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐาน ถ้าปล่อยให้ประกอบอาชีพก็อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชนที่มาขอใช้บริการได้
2. การส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่
(1) ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้วจึงต้องอบรมให้ทราบเรื่องราวใหม่ ๆ ด้วย เช่น ในขณะนี้มีวิทยาการใหม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ต้องจัดการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ หรือการค้าระหว่างประเทศกำลังมีปัญหาเรื่องการกีดกันสินค้าโดยตั้งเงื่อนไขการนำเข้าหรือตั้งกำแพงภาษี ต้องพยายามส่งเสริมให้ทนายความในประเทศมีความรู้เพื่อที่จะแนะนำลูกความของตนได้
(2) ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ คอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ได้รับค่าตอบแทนต่ำจนเกินไปจนกระทั่งไม่สามารถดำรงชีวิตตามสมควรอยู่ได้ ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากัน
(3) ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม สถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายถึงทัศนะของผู้อื่นที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้วย เช่น สมัยก่อนคนไทยมักจะมองทนายความว่าเป็นเจ้าถ้อยหมอความตีนโรงตีนศาล หมายความว่าผู้ประกอบวิชาชีพทนายความเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล ดังนั้นองค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคมสมควรได้รับการยกย่องนับถือ
ข้อ 2. นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองในคดีชิงทรัพย์ นายสองได้ทำพยานหลักฐานเท็จ โดยนายหนึ่งรู้แต่ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด เมื่อเสร็จการพิจารณาคดี นายสองแพ้ถูกลงโทษจำคุก นายหนึ่งได้เจอนายสมชาติผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีที่ร้านอาหาร นายหนึ่งเมาจึงเข้าไปชี้หน้าและด่านายสมชาติว่า “เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ยังไม่เคยเจอผู้พิพากษาที่ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินคดีได้ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน” จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นายหนึ่งและนายสองประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 6 “ไม่เคารพยำเกรงอำนาจศาล หรือกระทำการใดอันเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในศาลหรือนอกศาล อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา”
ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาว่าจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองในคดีชิงทรัพย์ นายสองได้ทำพยานหลักฐานเท็จ โดยนายหนึ่งรู้แต่ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใดนั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 8 เพราะเป็นการสมรู้เป็นใจโดยทางอ้อมที่ช่วยทำพยานหลักฐานเท็จ ส่วนนายสองไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความแต่อย่างใด เพราะนายสองไม่ใช่ทนายความ
และต่อมาเมื่อเสร็จการพิจารณาคดี นายสองแพ้คดีถูกลงโทษจำคุก เมื่อนายหนึ่งได้เจอนายสมชาติผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีที่ร้านอาหาร นายหนึ่งเมาจึงเข้าไปชี้หน้าและด่านายสมชาติว่า “เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ยังไม่เคยเจอผู้พิพากษาที่ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินคดีได้ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน” นั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 6 เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษานอกศาล อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา
สรุป นายหนึ่งประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 6 และข้อ 8 ส่วนนายสองไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความ
ข้อ 3. วันหนึ่งขณะที่นายกล้าซึ่งเป็นผู้พิพากษาขับรถกลับถึงบ้าน พบว่ามีรถของนายกวนเพื่อนบ้านจอดขวางอยูหน้าบ้านของตนทำให้นายกล้านำรถเข้าไปจอดในบ้านไม่ได้ นายกล้าจึงเรียกให้นายกวนมาเลื่อนรถให้เพื่อที่ตนจะได้นำรถเข้าบ้าน แต่นายกวนปฏิเสธพร้อมทั้งอ้างตำแหน่งหน้าที่ของตนและมีการกระทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง นายกล้าไม่พอใจและทราบว่านายกวนทำงานอยู่ในหน่วยงานแห่งหนึ่ง จึงร้องเรียนไปที่ผู้บังคับบัญชาของนายกวน ซึ่งผู้บังคับบัญชาของนายกวนทราบว่านายกล้าเป็นผู้พิพากษาจึงมีการตักเตือนไม่ให้นายกวนกระทำการเช่นนี้อีก เมื่อนายกวนทราบจึงนำกระเช้าของขวัญมูลค่า 5,000 บาท มามอบให้นายกล้าเพื่อขอโทษในการกระทำของตน นายกล้ารับไว้เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ดังนี้ นายกล้าประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 35/1 “ผู้พิพากษาไม่พึงร้องเรียน กล่าวหา ฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ทั้งไม่พึงใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น การร้องเรียน กล่าวหา ฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยอาศัยประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของตนจะกระทำมิได้”
ข้อ 42 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายกล้าซึ่งเป็นผู้พิพากษาขับรถกลับถึงบ้านแล้วพบว่ามีรถของนายกวนเพื่อนบ้านจอดขวางอยู่หน้าบ้านของตนทำให้นายกล้านำรถเข้าไปจอดในบ้านไม่ได้ นายกล้าจึงเรียกให้นายกวนมาเลื่อนรถให้เพื่อที่ตนจะได้นำรถเข้าบ้าน แต่นายกวนปฏิเสธพร้อมทั้งอ้างตำแหน่งหน้าที่ของตนและมีการกระทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง นายกล้าไม่พอใจและทราบว่านายกวนทำงานอยู่ในหน่วยงานแห่งหนึ่ง จึงร้องเรียนไปที่ผู้บังคับบัญชาของนายกวน ซึ่งผู้บังคับบัญชาของนายกวนทราบว่านายกล้าเป็นผู้พิพากษานั้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการให้ผู้บังคับบัญชาฯ ช่วยตักเตือนในความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนายกวนซึ่งนายกล้าสามารถทำได้จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร และไม่ถือว่าเป็นการร้องเรียนโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่เพราะนายกล้าไม่ได้กล่าวอ้างตำแหน่งหน้าที่ของตน แม้ว่าผู้บังคับบัญชาของนายกวนจะทราบก็ตาม ดังนั้นนายกล้าไม่ได้ประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 35/1 แต่อย่างใด
ต่อมาผู้บังคับบัญชาของนายกวนได้มีการตักเตือนไม่ให้นายกวนกระทำการเช่นนี้อีก และเมื่อนายกวนทราบจึงนำกระเช้าของขวัญมูลค่า 5,000 บาท มามอบให้นายกล้าเพื่อขอโทษในการกระทำของตน นายกล้ารับไว้เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันนั้น ถือเป็นการรับของขวัญที่มีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ดังนั้น นายกล้าจึงประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42
สรุป นายกล้าประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 แต่ไม่ได้ประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 35/1