การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2560

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. วิชาชีพนักกฎหมายมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

วิชาชีพนักกฎหมาย มีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

  1. องค์การวิชาชีพ: เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาดอาชีพไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อความสงบสุขและความอยู่รอดของสังคม ดังนั้น การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาผูกขาดภาระหน้าที่อันสำคัญต่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้บุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณภาพ และมุ่งรับใช้ประโยชน์ของสังคม และควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้เอาประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาควบคุม ได้แก่ องค์การวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะเข้ามาควบคุมกันเอง และองค์การวิชาชีพนี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล และไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

  2. การศึกษาอบรมเป็นพิเศษ: เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาด โดยคนอื่นเข้ามาทำไม่ได้ แต่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมกันอย่างพิเศษ กล่าวคือ อบรมความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และอบรมปลูกฝังอุดมคติในการประกอบวิชาชีพว่าวิชาชีพของตนนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด รวมทั้งการปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเสียสละเพื่อสังคม

  3. เจตนารมณ์รับใช้ประชาชน: เนื่องจากวิชาชีพมีการผูกขาด และในขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคมและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงต้องคำนึงตลอดเวลาว่าตนเองนั้นประกอบวิชาชีพเพื่อรับใช้ประชาชนยิ่งกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การบริการประชาชนเป็นหลัก ส่วนค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้สติปัญญาและแรงงานของตนนั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ เพราะการรับใช้ประชาชนนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาชีพทุกวิชาชีพ

  4. เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล: ข้อนี้ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรม ซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเองก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม โดยในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อที่จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน

ข้อ 2. นายส้มเป็นทนายความเช่าบ้านนายหนึ่งอยู่ โดยขอแบ่งห้องเช่าและติดป้ายสำนักงานในห้องรับแขกว่าเป็นสำนักงานทนายความ โดยนายส้มตกลงกับนายหนึ่งว่าให้นายหนึ่งคอยจัดหาคดีให้ โดยจะให้ส่วนแบ่งจากค่าจ้างว่าความร้อยละ 3 นายหนึ่งจึงจัดหาลูกความมาให้เป็นประจำ และนายส้มจึงได้แบ่งส่วนแบ่งให้ตามสัญญา ต่อมานายหนึ่งได้วานให้นายส้มไปจ่ายค่าไฟของบ้านให้ แต่นายส้มไม่ยอมไปจ่ายให้ แต่กลับนำเงินไปเล่นการพนัน จึงทำให้บ้านถูกตัดไฟ และนายหนึ่งทวงเงินค่าไฟก็ไม่ยอมคืน อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านให้นายหนึ่งด้วย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอให้ท่านวินิจฉัย ว่าการกระทำของนายส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”

ข้อ 19 “ยินยอมตกลง หรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ค่านายหน้าหรือบำเหน็จรางวัลใด ๆ ด้วยทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความหรือนำคดีความมาให้ หรือมีคนประจำสำนักงานดำเนินกานจัดหาคดีความมาให้ว่า โดยทนายความผู้นั้นคิดค่าส่วนลดของค่าจ้างให้ หรือให้เงินเดือน หรือเงินจำนวนหนึ่งจำนวนใด หรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความมาให้นั้น แม้บุคคลผู้หาคดีความมาให้โดยลักษณะดังกล่าวจะเป็นเสมียนหรือลูกจ้างประจำสำนักงานของทนายความผู้นั้นก็ตาม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายส้มตกลงกับนายหนึ่งว่าให้นายหนึ่งคอยจัดหาคดีให้ โดยจะให้ส่วนแบ่งจากค่าจ้างว่าความร้อยละ 3 นายหนึ่งจึงได้จัดหาลูกความมาให้เป็นประจำ และนายส้มจึงได้แบ่งส่วนแบ่งให้ตามสัญญานั้น ถือว่านายส้มยินยอมตกลงว่าจะให้ค่านายหน้าแก่ผู้ที่หาคดีความมาให้ ซึ่งประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 19

ต่อมานายหนึ่งได้วานให้นายส้มไปจ่ายค่าไฟของบ้านให้ แต่นายส้มไม่ไปจ่ายให้ แต่กลับนำเงินไปเล่นการพนันจึงทำให้บ้านถูกตัดไฟ และนายหนึ่งทวงเงินค่าไฟก็ไม่ยอมคืน อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านให้นายหนึ่งด้วย ถือว่านายส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 เป็นการประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ

สรุป นายส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 และข้อ 19

ข้อ 3. นายมะตูมเพิ่งย้ายมารับราชการเป็นผู้พิพากษาที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง พ่อค้าในจังหวัดมาให้การต้อนรับ นายแสดเจ้าของโรงงานน้ำปลาได้นำน้ำปลาจำนวน 4 ขวด มามอบให้ และนายเขียวเจ้าของร้านขายนาฬิกาได้นำนาฬิกาทองคำมูลค่า 80,000 บาท มามอบให้นายมะตูม โดยทั้งสองแจ้งว่าเป็นประเพณีของจังหวัด นายมะตูมจึงรับของขวัญดังกล่าวไว้ทั้งสองชิ้น ต่อมานายมะตูมได้พิพากษาคดีที่นางมะลิทำร้ายร่างกายนางสวยได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนวันพิจารณาคดีนายมะตูมได้นัดนายแดงทนายความของนางมะลิซึ่งเป็นเพื่อนของนายมะตูมไปรับประทานอาหารกลางวันเพราะไม่ได้เจอกันนาน จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของนายมะตูมผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 42 “ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”

ข้อ 43 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ หรือบุคคลซึ่งมีความประพฤติหรือมีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมะตูมย้ายมารับราชการเป็นผู้พิพากษาที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง พ่อค้าในจังหวัดมาให้การต้อนรับ โดยนายแสดเจ้าของโรงงานน้ำปลาได้นำน้ำปลาจำนวน 4 ขวด มามอบให้ ถือว่าเป็นการรับของกำนัลที่มีมูลค่าไม่เกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม จึงไม่เป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 แต่กรณีของนายเขียวเจ้าของร้านขายนาฬิกาได้นำนาฬิกาทองคำมูลค่า 80,000 บาท มามอบให้ ถือว่าเป็นการรับของกำนัลที่มีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีในสังคม ดังนั้น จึงถือว่านายมะตูมประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42

และต่อมานายมะตูมได้พิพากษาคดีที่นางมะลิทำร้ายร่างกายนางสวยได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนวันพิจารณาคดีนายมะตูมได้นัดนายแดงทนายความของนางมะลิซึ่งเป็นเพื่อนของนายมะตูมไปรับประทานอาหารกลางวัน ถือว่าเป็นการประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 43 เพราะผู้พิพากษาต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ

สรุป นายมะตูมประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 จากกรณีที่รับของขวัญที่มีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามประเพณีจากนายเขียว และข้อ 43 จากกรณีนัดนายแดงทนายความซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความไปรับประทานอาหารกลางวัน แต่ไม่ได้ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 42 จากกรณีที่รับของขวัญจากนายแสด

Advertisement