การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ทนายความในประเทศอังกฤษมีกี่ประเภท มีหน้าที่อะไรบ้าง จงอธิบายอย่างละเอียด

ธงคำตอบ

ทนายความในประเทศอังกฤษ มี 2 ประเภท ได้แก่

  1. Solicitor เป็นนักกฎหมายทั่ว ๆ ไป มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประชาชน ร่างสัญญา ร่างพินัยกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดการเรื่องจดทะเบียนและหย่าร้าง โดย Solicitor สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาได้เฉพาะคดีเล็ก ๆ ในศาล County Courts เท่านั้น จะเข้าไปว่าความในศาล Crown Courts ไม่ได้

  2. Barrister เป็นนักกฎหมายที่มีความรู้เฉพาะด้าน มีหน้าที่ว่าความแก้ต่างให้แก่ลูกความในศาล เสนอพยานหลักฐานต่อศาล แถลงการณ์ด้วยวาจา ร่างอุทธรณ์ โดยในระบบศาลอังกฤษที่ใช้ลูกขุนนั้น การแถลงการณ์ด้วยวาจามีความสำคัญ ดังนั้น Barrister จึงต้องมีศิลปะในการพูดอย่างสูง เพื่อแถลงเปิดคดีหรือปิดคดีชี้แจงให้ลูกขุนซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเห็นคล้อยตามว่าควรฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ช่วยทำให้ลูกขุนเข้าใจประเด็นและเข้าใจเนื้อหาของพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเพื่อวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง

ปกติเมื่อประชาชนมีข้อพิพาทและต้องการความช่วยเหลือจากทนายความ ก็จะไปพบ Solicitor เพื่อขอคำปรึกษา โดย Solicitor จะสัมภาษณ์ลูกความ ถามข้อเท็จจริง ถ้ามีพยานหลักฐานอย่างไรจะตรวจสอบและสอบถามพยานเหล่านั้นก่อน หลังจากนั้นจึงส่งคดีให้กับ Barrister ไปว่าความในศาล

ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งชั้นของ Barrister คือ แบ่งโดยใช้ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความต่ำกว่า 15 ปี เรียกว่า “Junior Barrister” ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้ยื่นคำร้องต่อ Lord Chancellor แต่งตั้งเป็น “Queen’s Counsel” (นักกฎหมายแห่งพระราชินี) ซึ่งสามารถว่าความคดีสำคัญ ๆ ได้

การได้รับการแต่งตั้งเป็น Queen’s Counsel มีศัพท์เรียกกันว่า “Taking Silk” หมายความว่าในขณะที่เป็น Junior Barrister ยังใส่เสื้อครุยเป็นผ้าธรรมดา แต่ถ้าเป็น Queen’s Counsel แล้ว มีสิทธิใส่เสื้อครุยผ้าไหม

ข้อ 2. นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้ยืมจากนายแกงกะทิ 500,000 บาท แต่นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องให้นายแกงกะทิรับผิด และนายแกงไก่อาจแพ้คดีได้ นายแกงส้มจึงแนะนำให้นายแกงไก่ทำสัญญาขึ้นเองและปลอมลายมือชื่อนายแกงกะทิ พร้อมทั้งให้เบิกความว่ามีการกู้ยืมเงินตามสัญญาฉบับดังกล่าวจริง ในวันนัดสืบพยาน นายแกงส้มนำสืบข้อเท็จจริงตามที่ได้แนะนำนายแกงไก่ไว้ และยื่นคำแถลงต่อศาลยืนยันความสมบูรณ์ของสัญญากู้ ดังนี้ นายแกงส้มประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย: ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากนายแกงกะทิ แต่นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องให้นายแกงกะทิรับผิด นายแกงส้มจึงแนะนำให้นายแกงไก่ทำสัญญาขึ้นเอง และปลอมลายมือชื่อนายแกงกะทินั้น ถือเป็นการสมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ และให้เบิกความว่ามีการกู้เงินตามสัญญาฉบับดังกล่าวจริง ก็ถือเป็นการเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ จึงถือว่านายแกงส้มประพฤติผิดตามข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 8

ปรากฏต่อมาว่าในวันนัดสืบพยาน นายแกงส้มนำสืบข้อเท็จจริงตามที่ได้แนะนำนายแกงไก่ไว้ และยื่นคำแถลงต่อศาลยืนยันความสมบูรณ์ของสัญญากู้นั้น ถือได้ว่านายแกงส้มกล่าวความ หรือทำเอกสารเท็จ จึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 อีกด้วย

สรุป: การกระทำของนายแกงส้มเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8

ข้อ 3. นางจันทร์เป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่งและเป็นเจ้าของสำนวนในคดีที่นางสาวสารภีฟ้องนางสาวการะเกดฐานหมิ่นประมาท นางสาวชมนาดผู้ช่วยผู้พิพากษาน้องสาวของนางสาวสารภีต้องการทราบว่าพี่สาวของตนจะมีโอกาสชนะคดีหรือไม่ และได้ไปสอบถามนางจันทร์ถึงผลของคดี แต่นางจันทร์ปฏิเสธอ้างว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานจึงไม่อาจตอบได้ว่าจะชนะหรือไม่ ดังนี้ นางจันทร์และนางสาวชมนาดประพฤติผิดประมวลจริยธรรมตุลาการหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย: ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรมและผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนางจันทร์:

การที่นางจันทร์เป็นผู้พิพากษาและเป็นเจ้าของสำนวนในคดีที่นางสาวสารภีฟ้องนางสาวการะเกด นางสาวชมนาดผู้ช่วยผู้พิพากษาน้องสาวของนางสาวสารภีต้องการทราบว่าพี่สาวของตนจะมีโอกาสชนะคดีหรือไม่ จึงได้สอบถามนางจันทร์ แต่นางจันทร์ปฏิเสธอ้างว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานจึงไม่อาจตอบได้ว่าจะชนะหรือไม่นั้น ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ไม่มีข้อใดกำหนดให้เป็นความผิดในการที่นางจันทร์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของนางสาวชมนาด ดังนั้น จึงถือว่านางจันทร์ไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแต่อย่างใด

กรณีของนางสาวชมนาด:

การที่นางสาวชมนาดเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการใช้บังคับกับผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยตามข้อ 44 และการที่นางสาวชมนาดสอบถามนางจันทร์ถึงผลของคดีดังกล่าว จึงเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น อันเป็นการประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 อีกด้วย

สรุป: นางจันทร์ไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

ส่วนนางสาวชมนาดประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 ประกอบข้อ 44

Advertisement