การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2559
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

Advertisement

ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายประการหนึ่งคือต้องมีการศึกษาอบรมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่จำเป็นต่อสังคมและมีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ถามว่าการศึกษาอบรมทางความคิดของวิชาชีพกฎหมายมุ่งปลูกฝังอุดมคติในประเด็นใดบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มุ่งปลูกฝังอุดมคติใน 2 ประเด็น คือ

(1) ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด ผู้พิพากษาก็ต้องตัดสินอย่างยุติธรรม อัยการก็จะสั่งฟ้องอย่างยุติธรรม ทนายความก็จะต้องว่าต่างคดีแทนประชาชนอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าต่างแก้ต่างเพื่อประโยชน์ของลูกความเท่านั้น ถ้าลูกความกระทำผิดควรหาทางช่วยเหลือในแง่กฎหมายว่ามีเหตุที่จะได้รับการยกเว้นความผิด หรือเหตุที่จะได้รับการยกเว้นโทษอย่างไร ไม่ใช่บิดเบือนข้อเท็จจริงให้กลายเป็นถูกกฎหมาย

(2) ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของส่วนตนหรือของหมู่คณะ ให้คิดว่าตนเองเป็นคนของประชาชน ไม่ใช่เป็นคนของวงการวิชาชีพ เช่น ถ้าทนายความคนอื่นไปมีคดีพิพาทกับประชาชน เราในฐานะทนายความต้องช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ว่าถ้าประชาชนพิพาทกับทนายความแล้วจะไม่มีทนายความอื่นให้ช่วยเหลือแก่ประชาชนเลย

 

ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความอยู่ในสำนักงานทนายความแดงเที่ยงธรรม นายแดงเป็นเพื่อนรักกับนายกระท้อนซึ่งเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรง นายแดงเห็นว่านายกระท้อนเพิ่งเปิดสำนักงานทนายความและยังไม่มีคดีความเลย นายแดงจึงไปโฆษณาวิทยุว่า ‘สำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรงมีอัตราค่าจ้างว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย’ นางมะลิได้ยินโฆษณาดังกล่าว จึงตกลงให้นายกระท้อนดำเนินคดีว่าความให้ ต่อมานายกระท้อนได้ยึดโฉนดที่ดินของนางมะลิซึ่งเป็นลูกความไว้โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้แก่นายกระท้อนก่อน จึงจะยอมคืนโฉนดที่ดินนี้ให้แก่นางมะลิ ดังนี้ นายแดงและนายกระท้อนประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง หรือ

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีของนายแดง
การที่นายแดงเป็นทนายความ และเป็นเพื่อนกับนายกระท้อนซึ่งเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรง โดยไปโฆษณาวิทยุว่า ‘สำนักงานทนายความกระท้อนเที่ยงตรงมีอัตราค่าจ้างว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย’ นั้น การกระทำของนายแดงไม่ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17 เนื่องจากไม่ได้โฆษณาสำนักงานทนายความของตน

กรณีของนายกระท้อน
การที่นางมะลิได้ยินโฆษณาดังกล่าวจึงตกลงจ้างนายกระท้อนดำเนินคดีว่าความให้นั้น นายกระท้อนไม่ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17 เช่นกัน เพราะไม่ได้เป็นผู้โฆษณาเอง และต่อมานายกระท้อนได้ยึดโฉนดที่ดินของนางมะลิซึ่งเป็นลูกความไว้โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าจ้างว่าความให้แก่นายกระท้อนก่อน จึงจะยอมคืนโฉนดที่ดินนี้ให้แก่นางมะลิคนนั้น การกระทำของนายกระท้อนถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15 เพราะหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่

สรุป นายแดงและนายกระท้อนไม่ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17
แต่นายกระท้อนประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15

 

ข้อ 3. นายสุภาพรับราชการมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ไปรู้จักกับนายสุพจน์ในงานเลี้ยง ต่อมานายสุพจน์ปรารภกับคนที่นั่งคุยกันว่าอยากขายที่ดินแปลงหนึ่งที่อยู่ในเมืองจำนวน 10 ไร่ ราคา 100 ล้านบาท หากใครแนะนำคนมาซื้อที่ดินได้ก็จะให้ค่านายหน้าจากการขายที่ดิน 3% ของราคาที่ขายได้ นายสุภาพได้ยินดังนั้นจึงโทรศัพท์ไปติดต่อนายสุวัฒน์นักธุรกิจในจังหวัดนั้น แล้วแนะนำให้รู้จักกับนายสุพจน์ ต่อมานายสุพจน์ตกลงที่จะขายที่ดินให้กับนายสุวัฒน์ในราคา 100 ล้านบาท และมีการไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันที่สำนักงานที่ดินโดยไม่บอกนายสุภาพ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน นายสุภาพทราบเรื่อง จึงโทรศัพท์ไปทวงค่านายหน้ากับนายสุพจน์ แต่นายสุพจน์ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ทำให้นายสุภาพต้องไปติดตามทวงถามค่านายหน้าหลายครั้ง และพูดว่าหากนายสุพจน์ไม่จ่ายค่านายหน้าจำนวน 3 ล้านบาท นายสุภาพจะไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดที่ตนเองทำงานอยู่ นายสุพจน์เกิดความเกรงกลัว จึงทำเรื่องร้องเรียนต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค ให้นักศึกษาอธิบายว่า การที่นายสุภาพรับราชการมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งนั้นกระทำการเป็นนายหน้าขายที่ดินจะเป็นการกระทำผิดประมวลจริยธรรมหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 26 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุภาพเป็นผู้พิพากษาในศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง และไปกระทำการเป็นนายหน้าขายที่ดินให้กับนายสุพจน์ ซึ่งนายสุพจน์พูดว่าหากใครแนะนำคนมาซื้อที่ดินได้ก็จะให้ค่านายหน้าจากการขายที่ดิน นายสุภาพจึงติดต่อไปกับนายสุวัฒน์นักธุรกิจแล้วแนะนำให้รู้จักกับนายสุพจน์ จนตกลงที่จะขายที่ดินให้กับนายสุวัฒน์นั้น ถือว่าเป็นการกระทำกิจการใดอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา เพราะเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ต่อมานายสุภาพไปติดตามทวงถามค่านายหน้าหลายครั้ง และพูดว่าหากนายสุพจน์ไม่จ่ายค่านายหน้า นายสุภาพจะไปยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดที่ตนเองทำงานอยู่ นายสุพจน์เกิดความเกรงกลัว จึงทำเรื่องร้องเรียนต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค ซึ่งเมื่อผิดสัญญาก็จะทำให้มีการขัดแย้งกัน และหากจะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลที่ตนเองทำหน้าที่อยู่ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ดังนั้น การกระทำของนายสุภาพจึงเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคสอง

สรุป การกระทำของนายสุภาพเป็นการกระทำผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 26 วรรคสอง

 

Advertisement