การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4105 (LAW4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ทนายความของประเทศอังกฤษมีกี่ประเภท และมีหน้าที่อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ทนายความของประเทศอังกฤษ มี 2 ประเภท ได้แก่

  1. Solicitor เป็นนักกฎหมายทั่ว ๆ ไป มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ประชาชน ร่างสัญญา ร่างพินัยกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดการเรื่องจดทะเบียนและหย่าร้าง โดย Solicitor สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาได้เฉพาะคดีเล็ก ๆ ในศาล County Courts เท่านั้น จะเข้าไปว่าความในศาล Crown Courts ไม่ได้

  2. Barrister เป็นนักกฎหมายที่มีความรู้เฉพาะด้าน มีหน้าที่ว่าความแก้ต่างให้แก่ลูกความในศาล เสนอพยานหลักฐานต่อศาล แถลงการณ์ด้วยวาจา ร่างอุทธรณ์ โดยในระบบศาลอังกฤษที่ใช้ลูกขุนนั้น การแถลงการณ์ด้วยวาจามีความสำคัญ ดังนั้น Barrister จึงต้องมีศิลปะในการพูดอย่างสูง เพื่อแถลงเปิดคดีหรือปิดคดีชี้แจงให้ลูกขุนซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเห็นคล้อยตามว่าควรฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ช่วยทำให้ลูกความเข้าใจประเด็นและเข้าใจเนื้อหาของพยานหลักฐานแต่ละชิ้นเพื่อวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง

ปกติเมื่อประชาชนมีข้อพิพาทและต้องการความช่วยเหลือจากทนายความ ก็จะไปพบ Solicitor เพื่อขอคำปรึกษา โดย Solicitor จะสัมภาษณ์ลูกความ ถามข้อเท็จจริง ถ้ามีพยานหลักฐานอย่างไรจะต้องตรวจและสอบถามพยานเหล่านั้นก่อน หลังจากนั้นจึงส่งคดีให้กับ Barrister ไปว่าความในศาล

ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งชั้นของ Barrister คือ แบ่งโดยใช้ประสบการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความต่ำกว่า 15 ปี เรียกว่า “Junior Barrister” ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์การว่าความตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ให้ยื่นคำร้องต่อ Lord Chancellor แต่งตั้งเป็น “Queen’s Counsel” (นักกฎหมายแห่งพระราชินี) ซึ่งสามารถว่าความคดีสำคัญ ๆ ได้

การได้รับการแต่งตั้งเป็น Queen’s Counsel มีศัพท์เรียกกันว่า “Taking Silk” หมายความว่า ในขณะที่เป็น Junior Barrister ยังใส่เสื้อครุยเป็นผ้าธรรมดา แต่ถ้าเป็น Queen’s Counsel แล้ว มีสิทธิใส่เสื้อครุยผ้าไหม

 

ข้อ 2. นายชัยเป็นทนายความรับว่าความในคดีที่นายชอบเป็นโจทก์ฟ้องนายชาญในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ทั้งยังแนะนำและร่างสัญญาให้นายชอบเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากเจ้าของโครงการที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยหวังจะได้รับค่านายหน้าจากเจ้าของโครงการ ต่อมามีการฟ้องคดีแพ่ง ศาลนัดสืบพยานวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ก่อนวันนัด นายชอบได้ทราบข้อเท็จจริงว่านายชัยหลอกลวงให้ซื้อที่ดินจึงไปต่อว่านายชัย นายชัยจึงถอนตัวจากการเป็นทนายความและตั้งนายชมเสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความในคดี แต่นายชมทำคำร้องหายไม่ได้ไปยื่น นายชัยไม่ทราบและไม่ไปทำหน้าที่ในวันสืบพยาน ดังนี้ การกระทำของนายชัยผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ

(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี

(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชัยเป็นทนายความรับว่าความในคดีที่นายชอบเป็นโจทก์ฟ้องนายชาญในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ทั้งยังแนะนำและร่างสัญญาให้นายชอบเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากเจ้าของโครงการที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยหวังจะได้รับค่านายหน้าจากเจ้าของโครงการ เป็นการที่นายชัยทราบข้อเท็จจริงและปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ ทำให้นายชอบเสียประโยชน์ นายชัยจึงผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2)

ต่อมาก่อนวันนัดสืบพยาน นายชอบได้ทราบข้อเท็จจริงว่านายชัยหลอกลวงให้ซื้อที่ดินจึงไปต่อว่านายชัย นายชัยจึงถอนตัวจากการเป็นทนายความและตั้งนายชมเสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความในคดี แต่นายชมทำคำร้องหายไม่ได้ไปยื่นนั้น ทำให้นายชัยยังเป็นทนายความในคดีอยู่ เพราะศาลยังไม่มีคำสั่งให้ถอนตัว แม้จะบอกเลิกแล้วก็ยังคงมีหน้าที่ในการรักษาประโยชน์ของคู่ความ และการที่คำร้องหายก็เป็นความผิดของฝ่ายนายชัยเอง กรณีดังกล่าวนายชัยไม่ทราบและก็ยังไม่ไปทำหน้าที่ในวันสืบพยานอีกด้วย ดังนั้น การกระทำของนายชัยจึงเป็นการจงใจขาดนัดทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความตามข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (1)

สรุป การกระทำของนายชัยทนายความเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความ ข้อ 12 (1) และ (2)

 

ข้อ 3. ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น นายยงยุทธผู้พิพากษาเห็นว่านายธนาทนายโจทก์ไม่ประสงค์จะนำพยานเข้าสืบ จึงมีคำสั่งเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาเบิกความเป็นพยานในคดีและทำการแสวงหาข้อเท็จจริงรวมทั้งซักถามพยานด้วยตนเอง ระหว่างนั้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้นายธนาใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการเบิกความของพยานที่ศาลเรียกมาได้ โดยนายยินดีทนายจำเลยไม่คัดค้าน ดังนี้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการกระทำของนายยงยุทธผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “การถ่ายภาพ ภาพยนตร์ บันทึกภาพหรือเสียง หรือการกระทำอย่างอื่นในทำนองเดียวกันในการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลจะกระทำมิได้ เว้นแต่ผู้พิพากษาตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคและอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นไปเป็นผู้อนุญาตเฉพาะในกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง แต่พึงระมัดระวังมิให้เป็นที่เสื่อมเสียหรือกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดี คู่ความ พยานหรือบุคคลอื่นใด”

ข้อ 9 “ผู้พิพากษาพึงระลึกว่าการนำพยานหลักฐานเข้าสืบและการซักถามพยานควรเป็นหน้าที่ของคู่ความและทนายความของแต่ละฝ่ายที่จะกระทำ ผู้พิพากษาพึงเรียกพยานหลักฐานหรือซักถามพยานด้วยตนเองก็ต่อเมื่อจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ศาลเป็นผู้กระทำเอง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายยงยุทธผู้พิพากษาเรียกบุคคลเข้ามาเป็นพยานในคดีเพิ่มและทำการแสวงหาข้อเท็จจริงรวมทั้งซักถามพยานด้วยตนเอง กรณีนี้สามารถทำได้ แต่นายยงยุทธต้องระลึกว่าเป็นหน้าที่ของทนายความและคู่ความที่จะกระทำ และเป็นกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือมีกฎหมายบัญญัติให้ศาลเป็นผู้กระทำเอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือได้ว่านายยงยุทธประพฤติผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 9 นอกจากนี้การที่นายยงยุทธอนุญาตให้นายธนาใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการเบิกความของพยานที่ศาลเรียกมาได้ แม้นายยินดีทนายจำเลยไม่คัดค้าน ก็ถือว่านายยงยุทธประพฤติตนผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 7

สรุป การกระทำของนายยงยุทธผู้พิพากษาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 7 และข้อ 9

Advertisement