การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. นักกฎหมายคือผู้ที่ต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายในการประกอบวิชาชีพ ถามว่าองค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ธงคำตอบ
องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมาย มีลักษณะ 4 ประการ คือ
1. มีองค์การวิชาชีพ
เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาดอาชีพไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อความสงบสุขและความอยู่รอดของสังคม ดังนั้น การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาผูกขาดภาระหน้าที่อันสำคัญต่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้บุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณภาพและมุ่งรับใช้ประโยชน์ของสังคม และควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้เอาประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาควบคุม ได้แก่ องค์การวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะเข้ามาควบคุมกันเอง และองค์การวิชาชีพนี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล และไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
2. มีการศึกษาอบรมเป็นพิเศษ
เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาด คนอื่นเข้ามาทำไม่ได้ แต่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมกันอย่างพิเศษ กล่าวคือ อบรมความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และอบรมปลูกฝังอุดมคติในการประกอบวิชาชีพว่าวิชาชีพของตนนั้นทำเพื่อสังคม วิชาชีพของตนนั้นจำเป็นต่อสังคม และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเสียสละเพื่อสังคม โดยปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด รวมทั้งการปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ
3. มีเจตนารมณ์รับใช้ประชาชน
เนื่องจากวิชาชีพมีการผูกขาด และในขณะเดียวกันมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคมและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงต้องคำนึงตลอดเวลาว่าตนเองนั้นประกอบวิชาชีพเพื่อรับใช้ประชาชนยิ่งกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การบริการประชาชนเป็นหลัก ส่วนค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้สติปัญญาและแรงงานของตนนั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ เพราะการรับใช้ประชาชนนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาชีพทุกวิชาชีพ
4. เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล
ข้อนี้ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรม ซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเอง ก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อที่จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน
ข้อ 2. นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองจำเลยในคดีผิดสัญญากู้ยืมเงิน นายหนึ่งช่วยทำเอกสารว่ามีการทำหนี้ครบถ้วนแล้ว จนศาลเชื่อและพิพากษาให้นายสองชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินให้นายสามโจทก์คดีถึงที่สุด นายหนึ่งจึงไปแนะนำให้นายสองฟ้องนายสามเป็นคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จเพื่อให้นายสามมาเจรจาจ่ายค่าเสียหายแล้วจึงจะถอนฟ้อง ต่อมานายสามยอมเจรจาและจ่ายค่าเสียหายให้ 20,000 บาท นายหนึ่งหักค่าทนายความไป 10,000 บาท ดังนี้ การกระทำของนายหนึ่งผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”
ข้อ 9 “กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายหนึ่งเป็นทนายความให้กับนายสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีผิดสัญญากู้ยืม นายหนึ่งช่วยทำเอกสารว่ามีการทำหนี้ครบถ้วนแล้ว จนศาลเชื่อและพิพากษาให้นายสองชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินให้นายสามโจทก์นั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 ในการทำพยานหลักฐานเท็จให้ศาลหลง
ต่อมานายหนึ่งยังแนะนำให้นายสองฟ้องนายสามเป็นคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จเพื่อให้นายสามมาเจรจาและจ่ายค่าเสียหายแล้วจึงจะถอนฟ้องนั้น ถือว่านายหนึ่งประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 9 อีกด้วย เพราะยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้
สรุป การกระทำของนายหนึ่งทนายความประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 9
ข้อ 3. นายเขียวเป็นผู้พิพากษาต้องการช่วยนายเหลืองซึ่งเป็นบิดาและนายแดงเพื่อนนายเหลืองในการร่างและเขียนพินัยกรรมโดยไม่ได้รับสินจ้าง ดังนี้ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ นายเขียวสามารถทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเขียวผู้พิพากษาต้องการช่วยนายเหลืองซึ่งเป็นบิดาในการร่างและเขียนพินัยกรรมนั้น กรณีนี้สามารถทำได้ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง เนื่องจากผู้พิพากษาจักต้องไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียนในพินัยกรรม เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง ผู้บุพการี มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้นโดยตรง
ส่วนกรณีช่วยนายแดงเพื่อนของนายเหลืองในการร่างและเขียนพินัยกรรมนั้น แม้จะไม่ได้รับสินจ้างก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะผู้พิพากษาจักต้องไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียนในพินัยกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ ซึ่งนายแดงไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับนายเขียว ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง
สรุป นายเขียวสามารถร่างและเขียนพินัยกรรมให้กับนายเหลืองผู้เป็นบิดาได้ แต่ไม่สามารถร่างและเขียนพินัยกรรมให้กับนายแดงเพื่อนของนายเหลืองได้