การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 3316 การบริหารรัฐวิสาหกิจ
คำสั่ง ข้อสอบมี 3 ข้อ ให้นักศึกษาทำทุกข้อ โดยข้อที่ 1 บังคับทำ ถ้าไม่ทำถือว่าสอบไม่ผ่าน
ข้อ 1. จงอธิบายความหมาย ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ลักษณะ และรูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย
แนวคำตอบ
ความหมายของรัฐวิสาหกิจ
เกษินี หงสนันทน์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ หมายถึง องค์การซึ่งรัฐบาลกลางควบคุมและเป็นเจ้าของ ทั้งนี้เพื่อที่จะปรับปรุงภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง และยกฐานะของประชาชนในประเทศให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
ติน ปรัชญพฤทธิ์ กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กิจการต่าง ๆ ของรัฐแต่บริหารงานเชิงธุรกิจ กิจการของรัฐที่บริหารงานเชิงธุรกิจดังกล่าวนี้อาจรวมถึงกิจการทางด้านการสื่อสาร สาธารณูปโภค การคมนาคม สถาบันการเงิน การประกันภัย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การวิจัย ฯลฯ ซึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อาจจะจัดตั้งภายใต้กฎหมาย และกฎเกณฑ์หลายประการ คือ
1. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย
2. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีลักษณะเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
3. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาที่ให้อำนาจไว้โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 เช่น องค์การตลาด
4. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยประกาศคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
5. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รัฐวิสาหกิจโดยนัยนี้ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแต่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เช่น โรงงานยาสูบ
6. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นมาตามนัยของกฎหมายธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น ธนาคารกรุงไทย
ความสำคัญของรัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งของการบริหารจัดการในภาครัฐ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริม พัฒนา และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนมากเป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น ด้านพลังงาน ด้านการสื่อสาร ด้านการคมนาคม ด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกิจการสาธารณะเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการสูง แต่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำและมีอัตราการคืนทุนที่ใช้ระยะเวลานาน ทำให้เอกชนขาดความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาดำเนินการเองในรูปแบบของ “รัฐวิสาหกิจ” เพื่อให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ มีดังนี้
1. เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ
2. เพื่อส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรม
3. เพื่อความมั่นคงของประเทศ
4. เพื่อควบคุมสินค้าอันตราย
5. เพื่อประโยชน์ในด้านการคลังและเสริมรายได้ให้แก่รัฐ
6. เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและบริการ
7. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจแทนรัฐ
8. เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เอกชนในการดำเนินธุรกิจ
9. เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ประเทศ
ลักษณะของรัฐวิสาหกิจ มีดังนี้
1. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานร่วมกับเอกชนหรือกลุ่มบุคคล
2. เป็นกิจการที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินงานแบบธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะผู้ปกครอง
3. เป็นกิจการที่มีอิสรภาพทางการบริหารและการจัดการทรัพยากรของตนเองภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และนโยบายของรัฐบาล
4. การจัดโครงสร้างขององค์การรัฐวิสาหกิจควรมีลักษณะพิเศษที่เหมาะสมแก่การบริหารงาน
5. ผู้ใช้บริการ คือบุคคลที่จะต้องจ่ายค่าบริการของสินค้านั้น ๆ
6. ราคาของสินค้าและบริการอาจจะมีความผันแปรไปตามความต้องการของผู้บริโภคหรือกลไกของราคาตลาด
7. ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการบริหารในด้านต่าง ๆ จะต้องมีความคล้ายคลึงกับบริษัทเอกชน
รูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย
การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ
1. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามหน่วยงานราชการที่สังกัด ตัวอย่างเช่น
1) สำนักนายกรัฐมนตรี มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
2) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 2 แห่ง คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
3) กระทรวงสาธารณสุข มีรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล 1 แห่ง คือ องค์การเภสัชกรรม
2. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกลุ่มสาขา ตัวอย่างเช่น
1) สาขาพลังงาน แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2) สาขาสื่อสาร แบ่งออกเป็น 4 รัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
3. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มประเภทของการจัดตั้ง ดังนี้
1) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511
2) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกำหนด เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน จัดตั้งโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน พ.ศ. 2540
3) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามพระราชกฤษฎีกา เช่น องค์การสวนยาง จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504
4) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535
5) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามคณะปฏิวัติ เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดตั้งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 พ.ศ. 2515
6) การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามระเบียบหรือข้อบังคับ เช่น องค์การสุรา จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบจัดตั้งองค์การสุรา กรมสรรพสามิต พ.ศ. 2506
4. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามวัตถุประสงค์ เช่น การจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรค์สร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการให้บริการด้านพลังงานที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และรักษาความสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ข้อ 2. จงอธิบายความหมาย หลักการ บทบาท ขอบเขตของการบริการสาธารณะ และหลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล
แนวคำตอบ
ความหมายของการบริการสาธารณะ
นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้อธิบายว่า การบริการสาธารณะ คือ กิจกรรมประเภทหนึ่งซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องจัดทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม เป็นการให้บริการแก่ประชาชน หรือการดำเนินการอื่นเพื่อสนองความต้องการของประชาชน
เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ ให้ความหมายว่า การบริการสาธารณะ หมายถึง การที่บุคคล กลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นของรัฐหรือเอกชน มีหน้าที่ในการส่งต่อการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนโดยส่วนรวม การให้บริการสาธารณะมีลักษณะที่เป็น “ระบบ” มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วน คือ
1. สถานที่และบุคคลที่ให้บริการ
2. ปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากร
3. กระบวนการและกิจกรรม
4. ผลผลิตหรือตัวบริการ
5. ช่องทางการให้บริการ
6. ผลกระทบที่มีต่อผู้รับบริการ
หลักการให้บริการสาธารณะ
ปราโมทย์ สังจรักษ์ กล่าวถึง หลักสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะไว้ 5 ประการ คือ
1. บริการสาธารณะเป็นกิจการที่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครอง
2. บริการสาธารณะมีวัตถุประสงค์ในการสนองตอบความต้องการส่วนรวมของประชาชน
3. การจัดระเบียบและวิธีดำเนินการบริการสาธารณะย่อมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพื่อให้เหมาะสมแก่ความจำเป็นแห่งกาลสมัย
4. บริการสาธารณะจะต้องจัดดำเนินการอยู่เป็นนิจและโดยสม่ำเสมอ ไม่มีการหยุดชะงัก ถ้าบริการสาธารณะหยุดชะงักด้วยประการใด ๆ ประชาชนย่อมได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหาย
5. เอกชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเท่าเทียมกัน การให้บริการสาธารณะมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความพึงพอใจในการให้บริการแก่ประชาชน
บทบาทและขอบเขตของการบริการสาธารณะ
1. ด้านสังคม การบริการสาธารณะด้านสังคมเป็นรูปแบบของการบริการที่เกิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่ต้องการตอบสนองความมีน้ำใจ และความปรารถนาดีที่มุ่งหวังให้ผู้รับบริการหรือประชาชนได้รับความสะดวกสบาย เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยการบริการสาธารณะทางด้านสังคม ได้แก่
1) การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน คือ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การเก็บขยะ การติดตั้งไฟแสงสว่าง น้ำประปา คลองชลประทาน
2) การบริการสาธารณะด้านสุขภาพ เช่น การป้องกันโรคระบาด การรักษาพยาบาล
3) การบริการสาธารณะด้านสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น การไปรษณีย์ โทรศัพท์
4) การบริการสาธารณะด้านนันทนาการและการกีฬา เช่น สวนสาธารณะ ลานกีฬา
5) การบริการสาธารณะด้านการประกันภัย เช่น การประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร การประกันการว่างงาน
2. ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคม โดยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายการส่งเสริมการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ นโยบายการประกันสังคมและสวัสดิการ นโยบายการเกษตร นโยบายที่อยู่อาศัย นโยบายทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และนโยบายการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
จุดมุ่งหมายของการบริการสาธารณะด้านเศรษฐกิจ มีดังนี้
1) เพื่อให้มีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของคนสูงขึ้น
2) เพื่อให้เกิดความสมดุลและความมีเสถียรภาพของตลาดในประเทศ
3) เพื่อให้มีการกระจายรายได้ และการกำหนดราคาที่ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน
4) เพื่อให้มีเสรีภาพ และมีอิสระในการเลือกอาชีพและเลือกวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละคนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน
5) เพื่อให้ฐานะทางการเงินของประเทศมีความมั่นคง
6) เพื่อให้มีความสงบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
7) เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
3. ด้านการปกครอง การบริการสาธารณะทางด้านการปกครองเป็นกิจกรรมสาธารณะที่รัฐทำหน้าที่ในงานด้านการปกครองจะต้องจัดกระทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ประกอบกับบริบทของงานสาธารณะด้านการปกครองเป็นหน้าที่เฉพาะของฝ่ายปกครองที่ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษในการดำเนินงาน รวมทั้งการมอบอำนาจให้ฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะที่มีลักษณะทางการปกครอง และมีการกำหนดวิธีปฏิบัติงานที่รัฐกำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นแบบแผนเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และเป็นระบบเดียวกันในการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนได้ และโดยมากบริการสาธารณะด้านการปกครองเป็นกิจกรรมที่รัฐจัดทำขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม เช่น ตำรวจทำหน้าที่ในการรักษาความสงบสุขภายในประเทศ ทหารทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ข้าราชการฝ่ายปกครองทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เป็นต้น
หลักการและบทบาทของระบบราชการในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล
การดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล คือ การที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมหรือดำเนินกิจการทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา การสาธารณสุข การป้องกันประเทศ การคมนาคมและการขนส่ง เป็นต้น เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนหรือไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหากปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาการผูกขาดหรือเอารัดเอาเปรียบประชาชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐ รัฐมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำหนดบทบาทของตนในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถกำหนดพฤติกรรมในการประกอบการทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนได้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดกลไกตลาดไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจในการผลิตและอาจทำให้เกิดการว่างงาน แต่หากรัฐเข้ามาแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมก็จะทำให้การกระจายทรัพยากรและการควบคุมสินค้าที่ไม่เหมาะสมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทในการดำเนินเศรษฐกิจโดยรัฐบาล
1. บทบาทในการลงทุนและการผลิต รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของระบบเศรษฐกิจเมื่อกลไกการทำงานของตลาดเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเกิดมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น เกิดการผูกขาดของผู้ประกอบการเอกชน เป็นต้น ซึ่งคุณลักษณะของความเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1) ระหว่างเอกชนกับเอกชน เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบเสรี หรือลัทธิระบบนายทุน ซึ่งเอกชนมีสิทธิและเสรีภาพในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและประกอบอาชีพตามความสามารถที่ตนเองชำนาญ สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินอื่น ๆ ได้อย่างเสรี
2) รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยรัฐบาลจะใช้อำนาจของตนควบคุมปัจจัยการผลิตและดำเนินธุรกิจเอง โดยเชื่อว่า การดำเนินกิจการโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศทั้งหมดให้มีสถานะที่เท่าเทียมกัน และสามารถตัดการแข่งขันออกไปได้
3) เอกชนและรัฐบาลเป็นเจ้าของร่วม เป็นแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยการถ่ายโอนการถือหุ้นบางส่วนให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นในกิจการของรัฐที่รัฐเป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาเพื่อการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน แต่ต้องไม่มุ่งหวังผลกำไรเกินควรเพื่อช่วยประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นได้ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ รถไฟ รถโดยสารประจำทาง พลังงานเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมผลิตอาหาร เป็นต้น
2. บทบาทในการกำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการวางแผนที่อาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างเงื่อนไข ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งการลงทุน หรือจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน รัฐบาลอาจแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยเครื่องมือทางการบริหารของรัฐบาล เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดอัตราภาษี เป็นต้น ซึ่งการแทรกแซงเหล่านี้มีผลต่อการลงทุน การบริโภค และการประกอบกิจกรรมอื่น ๆ
3. บทบาทในการกำหนดปัจจัยการผลิต ซึ่งปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย
1) ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวังเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนให้ความสำคัญต่อผลกระทบของการใช้ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน
2) ทุน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก และเป็นกุญแจที่นำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทุนไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่สินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง
(1) ทุนพื้นฐานทางสังคม (Social Overhead Capital) คือ การลงทุนที่ช่วยพัฒนาหรือปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสังคมให้สูงขึ้น เช่น สนามออกกำลังกาย สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำรวจ เป็นต้น
(2) ทุนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Overhead Capital) คือ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ถนน รถไฟ สนามบิน เป็นต้น
3) ทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยศักยภาพของประชากรในประเทศ เช่น ระดับการศึกษา ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ทักษะ กำลังกาย เป็นต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถของประเทศในการนำทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ
4) ผู้ประกอบการ มีบทบาทที่สำคัญต่อการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
5) เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าต้นทุนหรือปัจจัยการผลิตที่ส่งผลต่อการขยายการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงการจ้างงานตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
4. บทบาทในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปัญหานั้น ๆ มีผลกระทบต่อประชาชน หรือปัญหานั้นขัดขวางอัตราการเจริญเติบโตของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น ปัญหาการส่งออก ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ปัญหาการว่างงาน ปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เป็นต้น
ข้อ 3. จงอธิบายแนวคิดในการบริหารและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และปัญหาของระบบราชการที่มีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ
แนวคำตอบ
แนวคิดในการบริหารรัฐวิสาหกิจ
การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาอุปสรรคมีความซับซ้อนตามขึ้นไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐวิสาหกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นจะต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจเลือกแนวทางการจัดการเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อประชาชนได้อย่างสูงสุด
ดังนั้นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องมีทักษะในการเลือกแนวทางดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับวัฒนธรรม ค่านิยม คน เวลา สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ เพราะในปัจจุบันการบริหารงานในองค์การไม่สามารถให้ผู้บริหารลองผิดลองถูกได้ และแนวคิดการบริหารที่ดีมีประโยชน์จะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์การต่อไปได้
การบริหารรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันนั้นเป็นไปตามหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี 2 หลักการ คือ หลักการรวมอำนาจ (Centralization) และหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้หลักการรวมอำนาจ ซึ่งอำนาจในการบริหารถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นใช้หลักการกระจายอำนาจ โดยมอบหมายงานการบริหารราชการบางส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและปกครองตนเอง
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้จัดโครงสร้างการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. การบริหารราชการส่วนกลาง เป็นการบริหารที่ยึดหลักการรวมอำนาจ โดยอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินงานขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจโดยอาศัยหลักการบริหารราชการส่วนกลางจึงทำให้รัฐบาลสามารถจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกภาพ และส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
รัฐวิสาหกิจที่สังกัดการบริหารราชการส่วนกลาง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) องค์การของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ และพระราชกฤษฎีกา ทำหน้าที่เป็นองค์การของรัฐในการดำเนินงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ของประเทศ
2) หน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ จัดตั้งขึ้นภายใต้สังกัดกระทรวง ทบวง หรือกรม ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
3) บริษัทจำกัด โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือบางส่วน จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นการบริหารที่ส่วนกลางได้แบ่งอำนาจบริหารบางส่วนให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางไปปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค แต่อำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานต่าง ๆ ในขั้นสุดท้ายยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคจึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดทำบริการสาธารณะบางประการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ประจำในแต่ละส่วนภูมิภาคสามารถที่จะใช้อำนาจแทนส่วนกลางได้ แต่ส่วนกลางในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่แต่ละภูมิภาคยังคงมีอำนาจควบคุมและวินิจฉัยสั่งการเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างใกล้ชิด
การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคทำให้การวินิจฉัย การสั่งการ และลำดับขั้นของการบังคับบัญชาน้อยลง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รวมทั้งรัฐและเจ้าหน้าที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง
3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเอง เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนภายในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ดังนั้น การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจบางส่วนจากราชการบริหารส่วนกลางให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหารส่วนกลาง จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยส่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตย เพราะประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะของท้องถิ่น
การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้
1. อำนาจในการกำหนดนโยบายทั่วไป เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยกฎหมายไม่ได้ระบุถึงความหมายและขอบเขตของคำว่า “นโยบายทั่วไป” แต่สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลในการกำกับดูแลกิจการที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ของประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เป็นต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ โดยที่รัฐวิสาหกิจนั้นจะเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติ
2. อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูง เป็นอำนาจของรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี โดยกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนบุคคล ดังต่อไปนี้
1) กรรมการบริหารหรือคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ
2) หัวหน้าฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ผู้อำนวยการ หรือผู้ว่าการ
3. อำนาจในการบริหารของฝ่ายบริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) การกำกับดูแลด้านการดำเนินงาน กำหนดเป็นกฎหมายไว้ 5 วิธี คือ
(1) ให้ฝ่ายบริหารมีคำสั่งให้องค์กรรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามคำสั่งได้ในบางกรณีตามอำนาจที่ระบุไว้ในกฎหมาย
(2) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ขององค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือสั่งให้พักราชการได้
(3) ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเข้าไปร่วมมือกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นกรรมการร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
(4) กิจการสำคัญบางอย่างขององค์กรรัฐวิสาหกิจจะมีอำนาจในการดำเนินการได้ ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหารแล้วเท่านั้น
(5) รัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารเสียก่อน ได้แก่
– การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการ
– การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
– การทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ เช่น การเช่าที่ดิน
– อื่น ๆ ที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาล และผลประโยชน์ของประชาชน
2) การกำกับดูแลทางด้านการเงิน มี 3 วิธี คือ
(1) กำหนดให้องค์กรรัฐวิสาหกิจทำงบประมาณ ซึ่งจะใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
(2) กำหนดให้ฝ่ายบริหารกำหนดรายละเอียดได้ว่าเงินที่ให้เป็นการอุดหนุนองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องใช้จ่ายในกิจการอย่างไร
(3) กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดูบัญชีและการใช้จ่ายว่าใช้จ่ายโดยถูกต้องหรือไม่
นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังถูกควบคุมและกำกับดูแลโดยองค์กรต่าง ๆ ของรัฐบาล ได้แก่
1. รัฐสภา ทำหน้าที่ในการดำเนินการควบคุมดูแลการบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ โดยการพิจารณาอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ด้วยการตั้งกระทู้ถาม หรือการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
2. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) พิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ
2) จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับรายจ่ายประจำปีของรัฐวิสาหกิจ
3) พิจารณาให้คำแนะนำและกำหนดหลักการดำเนินการร่วมกัน และประสานงานเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในทางวิชาการ การจะกู้ยืมเงิน และการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) สำรวจรายงานเกี่ยวกับผลงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้เร่งรัด การปรับปรุง หรือล้มเลิกโครงการ
3. สำนักงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) เรียกให้รัฐวิสาหกิจเสนองบประมาณการรายรับรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด
2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของรัฐวิสาหกิจ
3) กำหนดเพิ่มหรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน
4. กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) จัดให้มีบัญชีประมวลการเงินแผ่นดิน กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินคงคลัง การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
2) จัดให้มีการตรวจเอกสารขอเบิกเงิน การจ่ายเงิน และการก่อหนี้ผูกพัน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษา และการนำเงินส่งคลัง
3) กำหนดและควบคุมระบบบัญชี แบบรายงาน และเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน และหนี้
4) กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยเงินทดรองจ่ายราชการ
5. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1) ตรวจสอบบัญชีเงิน รายรับรายจ่ายของแผ่นดิน หรืองบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดินประจำปี
2) ตรวจสอบบัญชี ทุนสำรอง เงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าการรับจ่ายเงินเป็นการถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
3) ตรวจสอบบัญชีเอกสาร และทรัพย์สินของทบวงการเมือง
ปัญหาของระบบราชการที่มีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ
ปัญหาของระบบราชการได้ส่งผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ ดังนี้
1. การถูกแทรกแซงที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือ รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การเข้าแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมและควบคุมการดำเนินงานโดยกระทรวงต้นสังกัดทำให้รัฐวิสาหกิจไม่สามารถบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยรวม
2. การขาดเอกภาพ ความเชื่อมโยง และความคล่องตัว กล่าวคือ กระทรวงต้นสังกัดทำหน้าที่เหมือนผู้สั่งการทำให้องค์กรรัฐวิสาหกิจขาดความเป็นเอกภาพ และขาดความเชื่อมโยงของการทำนโยบายระหว่างกระทรวงในทางปฏิบัติ ส่งผลให้มีความไม่สอดคล้องกันในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละองค์กร อีกทั้งกฎระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ และขั้นตอนการทำงานที่ล้าหลัง และมากเกินความจำเป็น ทำให้รัฐวิสาหกิจขาดความคล่องตัวในการดำเนินงาน
3. การได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากเกินไปจนทำให้รัฐวิสาหกิจขาดการพัฒนา กล่าวคือ สภาพแวดล้อมการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจมักได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากเกินไปและทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานจนทำให้รัฐวิสาหกิจไม่ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้นการปรับสภาพการแข่งขันให้เกิดความเท่าเทียมกันและได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐที่เหมาะสมจะช่วยผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเข้าสู่กลไกตลาดอย่างแท้จริง
4. การบริหารภายในองค์การ เนื่องจากระบบการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังคล้ายคลึงกับระบบราชการ ขาดความคล่องตัวต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งมีหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจหลายหน่วยงานทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานต่าง ๆ กล่าวคือ การบริหารงานยังผูกพันกับกฎระเบียบที่คล้ายกับที่ใช้อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ เช่น ระเบียบพัสดุ เป็นต้น ทำให้การดำเนินงานขาดความคล่องตัวไม่เหมาะสมกับการดำเนินกิจการเชิงธุรกิจของรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงและกรรมการของรัฐวิสาหกิจที่เป็นข้าราชการหรือเคยเป็นข้าราชการมาก่อนมักพยายามที่จะนำเอากฎเกณฑ์ของทางราชการเข้าไปใช้กับรัฐวิสาหกิจอีกด้วย และสุดท้ายคือการแทรกแซงของการเมืองที่ผู้บริหารและคณะกรรมการมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการบริหารการดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้
5. ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับการควบคุม กล่าวคือ ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับการควบคุมมีผลต่อความคล่องตัว การตัดสินใจ ความรวดเร็วของการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการควบคุมที่เข้มงวดเกินไปของรัฐบาลที่มีต่อรัฐวิสาหกิจส่งผลให้รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ขาดความเป็นอิสระที่ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจดำเนินงานไปอย่างขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความล่าช้าเหมือนกับหน่วยงานราชการทั่วไป ตลอดจนขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่ว่าเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจ
6. การประสานงาน กล่าวคือ รัฐวิสาหกิจแต่ละองค์กรนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐบาลหลายหน่วยงานพร้อม ๆ กัน ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการบริหาร การดำเนินงานจึงมีลักษณะของความเป็นระบบราชการมาก ซึ่งนับว่าขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจมีการบริหารและการจัดการที่คล่องตัวแบบภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจจะถูกควบคุมจากหน่วยงานของรัฐบาลพร้อม ๆ กันหลายหน่วยงาน โดยที่หน่วยงานของรัฐบาลที่ทำหน้าที่ในการควบคุมขาดการประสานงานระหว่างกัน จึงนำไปสู่การดำเนินงานที่มีความสับสน ความล่าช้า และความขัดแย้งกันเองระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และตัวของรัฐวิสาหกิจเอง