การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2105 ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม 2
คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1. มาเคียเวลลี่ถูกมองว่าเป็นนักปราชญ์แห่งนวสมัยเพราะ
(1) เป็นผู้บุกเบิกวิชาปรัชญาการเมือง
(2) เป็นผู้ประสานศาสตร์และศิลป์แห่งการปกครอง
(3) เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย
(4) เป็นผู้ให้คำจำกัดความจริยศาสตร์
(5) เป็นผู้อบรมซีซาร์ บอร์เจีย
ตอบ 1 หน้า 2, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนวสมัย (Modern Time)” โดยเขาเป็นเมธีคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาวิชาปรัชญาการเมือง และได้เสนอทัศนะที่มีลักษณะผิดแผกไปจากลักษณะความคิดทางการเมือง (เชิงอุดมคติ) ในสมัยกลางอย่างชัดเจน ซึ่งจะศึกษาและถ่ายทอดความคิดทางการเมืองในเชิงปรัชญาตามสภาพที่เป็นจริง นอกจากนี้งานเขียนทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ปกครองในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการ (Means) ที่สามารถปฏิบัติในการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ
2. สาเหตุที่นิคโคโล มาเคียเวลลี่ ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปราชญ์ที่สำคัญที่สุดของยุคนวสมัยเพราะเป็นผู้
(1) ศึกษาการเมืองอย่างมีอุดมการณ์
(2) ใฝ่ความเป็นประชาธิปไตย
(3) ศึกษาการเมืองตามสภาพที่เป็นจริง
(4) ฝักใฝ่ความทันสมัย
(5) ใช้สถิติประกอบการศึกษา
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ
3. มาเคียเวลลี่ถูกจัดให้เป็นนักปราชญ์คนแรกของยุค
(1) ยุคโบราณ
(2) ยุคกลาง
(3) ยุคนวสมัย
(4) ยุคปฏิรูป
(5) ยุคสงครามกลางเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ
4. ผลงานส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่ ผลิตในช่วง
(1) ที่เขาเรืองอำนาจ
(2) ตกอับหมดอำนาจ
(3) อยู่ต่างประเทศ
(4) ประจำการอยู่ในกองทัพ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 1 – 2 มาเคียเวลลี่ เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ในประเทศอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1469 โดยเขาได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มทั้งในด้านการเมืองและบทละคร ได้แก่ ผู้ปกครองหรือมุขชน (The Prince), บทสนทนา (The Discourses) เป็นต้น ซึ่งงานเขียนส่วนใหญ่ของมาเคียเวลลี่นั้น เป็นผลิตผลในช่วงที่เขาตกอับหมดอำนาจวาสนาทางการเมือง
5. มาเคียเวลลี่ ผลิตงานชิ้นสำคัญคือ
(1) Modern Machine
(2) The Fox
(3) The Prince
(4) Magna Carta
(5) The Element of Law
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ
6. “ธรรมชาติของมนุษย์”
(1) ความเมตตา
(2) ชอบท้าทายอำนาจ
(3) ความเห็นแก่ตัว
(4) อยากอยู่ร่วมกัน
(5) เกรงกลัวต่ออำนาจ
ตอบ 3 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ก้าวร้าว และแสวงหา โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย และโลภในผลกำไร จึงทำให้มีชีวิตอยู่ในภาวะของการดิ้นรนและแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้คนยังปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกิเลสตัณหา ดังนั้นจึงเกิดสังคมหรือรัฐขึ้นมาเพื่อทำให้ละเลิกกิเลสและควบคุมความเห็นแก่ตัวอันเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้ายของคนโดยการใช้อำนาจบังคับ
7. มาเคียเวลลี่เชื่อว่ามนุษย์โดยธรรมชาติแล้ว
(1) เป็นคนที่เต็มไปด้วยเมตตาธรรม แต่สังคมทำให้เห็นแก่ตัว
(2) เป็นคนมุทะลุดุดันเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก
(3) เป็นคนที่เต็มไปด้วยวิจารณญาณ มีคุณธรรม
(4) เป็นคนอ่อนไหวตามสถานการณ์
(5) เป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังคมทำให้ละเลิกกิเลส
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 6. ประกอบ
8. ในผลงานเรื่อง The Prince ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า
(1) การรักษาไว้ซึ่งอำนาจยากเสียยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ
(2) เมตตาธรรมของผู้ปกครองเท่านั้นที่จะครองโลก
(3) การจูงใจมวลชนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด
(4) ภูมิปัญญาของผู้นำเปรียบเสมือนเข็มทิศของสังคม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 9, (คำบรรยาย) ในหนังสือเรื่อง The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) นั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า เป้าหมายของการเมืองก็คือ การรักษาหรือเพิ่มอำนาจการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ มาเคียเวลลี่ยอมรับวิธีการทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ ทั้งนี้เพราะการรักษาไว้ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจเสียอีก
9. สาระสำคัญของงานเขียนทางการเมืองมุ่งเน้นในเรื่องใดเป็นพิเศษ
(1) รัฐในอุดมคติ
(2) วิธีการ
(3) จุดหมายปลายทาง
(4) การใช้เล่ห์เหลี่ยม
(5) เสรีภาพของผู้ปกครอง
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 1. ประกอบ
10. ในทัศนะมาเคียเวลลี่ ผู้ปกครองมีขันติเพื่อ
(1) ทบทวนท่าทีของศัตรู
(2) ข่มความรู้สึกที่แท้จริง
(3) รับฟังคำวิจารณ์โดยสุจริตใจ
(4) ให้เกิดความยำเกรง
(5) แสดงความเป็นราชสีห์
ตอบ 3 หน้า 5 ในทัศนะของมาเคียเวลลี่นั้น ผู้ปกครองควรมีขันติเพื่อยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตใจของเหล่าขุนนาง เพราะจะทำให้ได้ทราบถึงความเป็นไปที่แท้จริงของสถานการณ์ต่าง ๆ
11. ในทัศนะของมาเคียเวลลี่ “รัฐ” กำเนิดจาก
(1) การใช้กำลังอำนาจในการบีบบังคับ
(2) ความชาญฉลาดของผู้ปกครอง
(3) ความผูกพันทางภาษาและวัฒนธรรม
(4) การรู้จักสามัคคีของผู้คนในสังคม
(5) ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพในการพิทักษ์ตนเอง
ตอบ 5 หน้า 2 – 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า “รัฐ” หรือสังคมการเมืองนั้นมิได้เกิดจากธรรมชาติหรือการบันดาลของพระเจ้า แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์ที่ไม่สามารถพิทักษ์ตนเองให้พ้นจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นได้ต่างหาก
12. ความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิด
(1) สันติภาพ
(2) ความรักสามัคคี
(3) รัฐ
(4) การใช้กำลังอำนาจ
(5) กลุ่มการเมือง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 11. ประกอบ
13. มาเคียเวลลี่เป็นชาวเมือง
(1) ปารีส
(2) เวนิช
(3) ฟลอเรนซ์
(4) โรม
(5) ปอมเปอี
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 4. ประกอบ
14. มาเคียเวลลี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขียนงานของตนเองเพื่อประจบ
(1) ผู้นำตระกูลเมดิซี่
(2) กษัตริย์ของอิตาลี
(3) ผู้นำเมืองฟลอเรนซ์
(4) ผู้นำกรุงโรม
(5) ทรราช
ตอบ 1 หน้า 7, (คำบรรยาย) ในงานเขียนเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองนั้น มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอิตาลี แต่มิได้หมายความว่าระบบการปกครองโดยคน ๆ เดียวที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดจะเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุด ซึ่งจากทัศนะดังกล่าวนี้ทำให้มาเคียเวลลี่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขียนงานของตนเองขึ้นมาเพราะต้องการประจบผู้นำตระกูลเมดิซี่ เพื่อขอตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นเอง
15. คำถามใดเป็นคำถามที่มาเคียเวลลี่สนใจมากที่สุด
(1) เหตุใดอาณาจักรโรมันจึงล่มสลาย
(2) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถขยายอำนาจได้
(3) ความชอบธรรมทางการเมืองคืออะไร
(4) ทำอย่างไรผู้ปกครองจึงจะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้
(5) อะไรคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 8. ประกอบ
16. ผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้าน หากการปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลง
(1) ทหาร
(2) ขุนนางอำมาตย์
(3) เครือญาติ
(4) ปัญญาชน
(5) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
ตอบ 5 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ผู้ที่ทำการปฏิรูปจะสร้างศัตรูหรือมีแนวโน้มถูกต่อต้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแบบแผนเก่า ๆ ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์จากระเบียบใหม่ ๆ นั้น อาจจะสนับสนุนผู้ปกครองคนใหม่ แต่การสนับสนุนนั้นยังหาความมั่นคงไม่ได้ อาจจะเป็นการสนับสนุนเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะยังไม่เชื่อในความมั่นคงของสิ่งใหม่รวมทั้งผู้ปกครองใหม่มากนัก
17. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ ศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับนักปฏิรูปคือ
(1) ทหารในระบอบเก่า
(2) เหล่าอำมาตย์ขุนนาง
(3) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแบบแผนเก่า
(4) ปัญญาชนประเภทอนุรักษนิยม
(5) อาณาจักรข้างเคียง
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 16. ประกอบ
18. มาเคียเวลลี่สอนว่าคนรอบข้างผู้ปกครองมักชอบ
(1) นินทาผู้ปกครอง
(2) เพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยิน
(3) แสดงความจงรักภักดีจนเกินเลย
(4) แสวงหาอามิสสินจ้าง
(5) มีนิสัยสุรุ่ยสุร่าย
ตอบ 2 หน้า 5 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คนรอบข้างผู้ปกครอง (มุขบุรุษหรือมุขชน) ทั้งพวกขุนนางหรือข้าราชการมักชอบประจบสอพลอ ชอบเพ็ดทูลสิ่งที่ผู้ปกครองชอบได้ยินมากกว่าสิ่งที่ควรจะฟัง หรือชอบปิดกั้นความ จริงที่ผู้ปกครองควรจะทราบ ซึ่งหากผู้ปกครองค้นพบคุณสมบัติดังกล่าวนี้ในตัวข้าราชการผู้ใด ก็ควรที่จะลงโทษหรือกำจัดโดยเร็ว เพราะพวกนี้เองที่จะเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพของผู้ปกครอง
19. มาเคียเวลลี่เชื่อว่าการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตยมักจะขาด
(1) การไร้เมตตาธรรม
(2) การไม่มีนโยบายที่ชัดเจน
(3) การสนับสนุนตัวบุคคล
(4) การขาดเสถียรภาพ
(5) การเน้นแต่เพียงประสิทธิภาพ
ตอบ 4 หน้า 8 มาเคียเวลลี่ เชื่อว่า ระบบการปกครองเฉพาะแบบ เช่น ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตยและประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี แต่ระบบการปกครองเฉพาะแบบนี้ก็มีข้อบกพร่องที่สำคัญคือการขาดเสถียรภาพ และความดีของระบบก็มักจะถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเองในเวลาไม่นานนัก
20. คำพูดใดเป็นแนวความคิดของมาเคียเวลลี่
(1) ไม่มีผู้ใดใหญ่ค้ำฟ้า
(2) มนุษย์ย่อมรู้จักความพอเหมาะพอดี
(3) ธรรมชาติสร้างให้คนคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้
(4) ความรักชาติเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
(5) มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธชุมชนการเมืองได้
ตอบ 3 หน้า 2 มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า “ความกระหายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม คนถูกสร้างมาโดยธรรมชาติให้คิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจแสวงหาได้ แต่โดยโชคชะตาแล้วคนจะสมปรารถนาในบางสิ่งเท่านั้น ดังนั้นจิตของคนจึงมีความไม่พอใจชั่วนิรันดร์”
21. วาทะสำคัญของมาเคียเวลลี่ คือ
(1) การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน
(2) ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแร่เลือนหายไปจากความทรงจำ
(3) อนุสาวรีย์แห่งปรีชาญาณย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ
(4) อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ตัวอย่างวาทะของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน – อับราฮัม ลินคอล์น
2. ทหารแก่ไม่เคยตาย เพียงแต่เลือนหายไปจากความทรงจำ – ดักลาส แมคอาร์เธอร์
3. อนุสาวรีย์แห่งปรีชาญาณย่อมยืนนานกว่าอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ – ฟรานซิส เบคอน
4. อย่าถามว่าประเทศชาติจะทำอะไรให้ท่าน แต่ควรถามว่าท่านจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ – จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นต้น
22. แนวความคิดที่สำคัญของมาเคียเวลลี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
(1) ภาวะความเป็นผู้นำ
(2) เงื่อนไขระบอบประชาธิปไตย
(3) เผด็จการที่มีคุณธรรม
(4) ยุทธวิธีในการขยายดินแดน
(5) เป้าหมายแห่งรัฐ
ตอบ 1 หน้า 9, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า คุณค่าของรัฐบาลแห่งประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐมีผู้นำที่เข้มแข็ง โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอาจเป็นผู้วางรูปแบบหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เขาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เข้มแข็ง เสถียรภาพและความไพบูลย์แห่งสาธารณรัฐจึงจะบังเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแนวความคิดที่สำคัญของเขาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ภาวะความเป็นผู้นำ” นั่นเอง
23. มาเคียเวลลี่เห็นว่าผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ย่อม
(1) ปกครองอย่างเป็นธรรม
(2) มีแนวโน้มจะขยายอาณาจักรได้ง่ายกว่าผู้อื่น
(3) มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
(4) มีขนบธรรมเนียมประเพณีรองรับความชอบธรรม
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 3 มาเคียเวลลี่ เห็นว่า สิ่งฉลาดที่ผู้ปกครองที่ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการสืบสันตติวงศ์ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง คือ การรักษาแบบแผนประเพณีดั้งเดิมของประเทศไว้ อย่าพยายามเสี่ยงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมของเดิมเสียใหม่ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นสนับสนุนการครองอำนาจอันชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
24. ตามทัศนะของมาเคียเวลลี่ หนทางในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจสำหรับผู้ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสืบสันตติวงศ์คือ
(1) ใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้แข็งข้อ
(2) การใช้เมตตาธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากัน
(3) การใช้นโยบายที่ถูกต้องในการปกครองประเทศ
(4) มีการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย
(5) การดำเนินรอยตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิม
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 23. ประกอบ
25. มุขบุรุษต้องมีคุณสมบัติของสุนัขจิ้งจอก เพราะ
(1) ต้องมีพรรคพวก
(2) ต้องมีความเฉลียวฉลาด
(3) ต้องมีความเย่อหยิ่ง
(4) ต้องรักษาสัจจะ
(5) ต้องทำร้ายผู้อื่นลับหลัง
ตอบ 2 หน้า 7, (คำบรรยาย) มาเคียเวลลี่ เห็นว่า ผู้ปกครองหรือมุขบุรุษควรมีคุณสมบัติแห่งจิ้งจอกและราชสีห์รวมเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ปกครองควรมีความเฉลียวฉลาดดุจดังสุนัขจิ้งจอก และมีความเข้มแข็งอย่างราชสีห์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสามารถเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมและปราบปรามผู้ที่ตนปกครองได้นั่นเอง
26. ฮอบส์เป็นนักคิดที่สนับสนุนระบอบ
(1) ประชาธิปไตย
(2) ธนาธิปไตย
(3) อำมาตยาธิปไตย
(4) สมบูรณาญาสิทธิราชย์
(5) สังคมนิยม
ตอบ 4 หน้า 13, 25, 27 แม้ว่าฮอบส์จะสนับสนุนให้องค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์หรือผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่องค์อธิปัตย์ของฮอบส์นั้นจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการทำสัญญาระหว่างประชาชน โดยที่ทุกคนตกลงยินยอมพร้อมใจหรือเห็นพ้องต้องกันด้วยเสียงข้างมากที่จะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย
27. ฮอบส์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้น 2 ประการ คือ
(1) กิเลสและตัณหา
(2) ความอยากและความไม่อยาก
(3) การเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่ง
(4) ความรุนแรงและความสงบ
(5) โลกียธรรมและโลกุตรธรรม
ตอบ 2 หน้า 16 ฮอบส์ เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นภายใน 2 ประเภท คือ
1. ความอยากหรือความต้องการ (Appetite/Desire)
2. ความไม่อยากหรือความไม่ต้องการ (Aversion)
นอกจากนี้ความรักหรือความเกลียด ความดีหรือความชั่ว ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดจากแรงกระตุ้นทั้ง 2 ประเภทนี้เช่นเดียวกัน
28. สัญญาประชาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ
(1) มนุษย์ขาดวินัย
(2) ความอ่อนแอของพลังศาสนจักร
(3) มนุษย์รักและเคารพกติกา
(4) ธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบทำร้ายซึ่งกันและกัน
(5) มนุษย์ต้องการความหลุดพ้น
ตอบ 4 หน้า 21, 24 ฮอบส์ เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมถือเป็นข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่จะยุติการกระทำอันตรายต่อกันและกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำสัญญาประชาคม ก็คือ การสละสิทธิตามธรรมชาติในส่วนที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องและรักษาตนเองให้ปลอดภัย ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงกระทำ เพราะจะขัดแย้งกับกฎธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวเอง
29. ในสภาวะธรรมชาติ ฮอบส์เชื่อว่าสังคมการเมือง
(1) ยังไม่เกิดขึ้น
(2) มีแต่การแก่งแย่งชิงดี
(3) ปราศจากกฎหมาย
(4) เต็มไปด้วยนักเลงการเมือง
(5) ขาดความเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 17 – 20 สภาวะธรรมชาติในทัศนะของฮอบส์ หมายถึง สภาวะที่ปราศจากรัฐบาลซึ่งอาจจะเป็นสภาวะก่อนที่จะเกิดสังคมการเมือง หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่มีผู้ปกครองที่มีอำนาจที่แท้จริงในบ้านเมือง โดยเชื่อว่าสังคมการเมืองยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะธรรมชาตินั้นทุกคนจะมีสิทธิเสรีภาพ และมีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตน แต่เมื่อมีความต้องการในสิ่งเดียวกัน ปัญหาการแบ่งปันจึงเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์ต้องแข่งขันกันแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่นอยู่ร่ำไป จนนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในที่สุด
30. ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง
(1) ในด้านกำลังกาย
(2) ในด้านอวัยวะ
(3) ในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน
(4) ในด้านความอ่อนแอเหมือน ๆ กัน
(5) ในด้านการใช้อาวุธ
ตอบ 3 หน้า 16 ฮอบส์ เห็นว่า ความเท่าเทียมกันทางร่างกาย หมายถึง ความเท่าเทียมกันในด้านการต่อสู้ความคิดอ่าน โดยเขาอธิบายว่า แม้คนเราจะมีความแตกต่างกันในด้านกำลังกายและความคิดอ่านก็ตาม แต่เขาไม่อาจจะอาศัยเหตุผลแห่งความแตกต่างนี้เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของตนเหนือคนอื่นได้ตลอดไป ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะกำจัดคนที่แข็งแรงที่สุดได้ ซึ่งถ้าไม่กระทำการด้วยเล่ห์ก็โดยการร่วมมือกับผู้อื่น
31. ฮอบส์เชื่อว่ามนุษย์เราสมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่น เพราะ
(1) เป็นธรรมชาติของการเมือง
(2) ต้องการป้องกันตนเองจากภายนอก
(3) เพื่อพิทักษ์เสรีภาพ
(4) เพื่อยุติความทะเยอทะยานของผู้มีอำนาจ
(5) เป็นความประสงค์ของพระเจ้า
ตอบ 2 หน้า 21 ฮอบส์ เชื่อว่า การที่มนุษย์สมัครใจยอมมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์ต้องการป้องกันตนเองจากการรุกรานจากภายนอก และต้องการป้องกันไม่ให้มนุษย์ทำอันตรายต่อกันและกัน
32. ฮอบส์เชื่อว่าสภาวะแห่งพันธะสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อองค์อธิปัตย์
(1) ถูกโค่นล้มโดยปวงชน
(2) ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
(3) ตกลงกับปวงชนที่จะยกเลิกสัญญา
(4) ถูกโค่นล้มโดยขุนนางอำมาตย์
(5) ถูกรัฐอื่นรุกราน
ตอบ 2 หน้า 24 ฮอบส์ เห็นว่า ในกรณีที่องค์อธิปัตย์ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ หรือไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้ นั่นหมายความว่า เขาได้สูญเสียอำนาจและหมดสภาพความเป็นองค์อธิปัตย์ไปแล้วโดยปริยาย สภาวะแห่งพันธะสัญญาก็จะสิ้นสุดลง แต่ละคนก็จะตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติตามเดิม
33. ผลอะไรจะเกิดขึ้นตามมา หากผู้ปกครองถึงแก่กรรมลงภายหลังที่สัญญาประชาคมได้กระทำไปแล้ว
(1) สิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ
(2) สัญญายังคงผูกมัดคู่สัญญา
(3) สัญญาที่ผูกมัดก็หมดโดยปริยาย
(4) เสียงข้างมากสามารถแก้ไขสัญญาเดิมได้
(5) เลือกตั้งผู้ปกครองใหม่แทนคนเก่า
ตอบ 1 หน้า 22 – 24 ฮอบส์ เห็นว่า การจัดตั้งรัฐเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคม องค์อธิปัตย์จะมีฐานะเป็นคนธรรมดา (Natural Person) และเป็นคนสมมุติ (Artificial Person) โดยฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกัน ดังนั้นถ้าไม่มีคนธรรมดา (ผู้ปกครองหรือองค์อธิปัตย์) ที่มีอำนาจบังคับใช้เจตนารมณ์แล้ว ก็ย่อมจะเป็นการสิ้นสุดสัญญา สังคม และรัฐ มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติเหมือนเดิม
34. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้น “องค์อธิปัตย์ไม่มีวันที่กระทำผิด” ข้อความที่ขีดเส้นใต้อธิบายได้จากเหตุผลใด
(1) การผูกมัดจากสัญญา
(2) การไม่ถูกผูกมัดโดยสัญญา
(3) การปฏิบัติไปตามตัวบท-กฎหมาย
(4) การเป็นตัวแทนเจตจำนงทั่วไป
(5) การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ตอบ 2 หน้า 24 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น องค์อธิปัตย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามที่คู่สัญญาหรือประชาชนทั้งหลายได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นองค์อธิปัตย์จึงไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามหรือรับผิดชอบต่อคู่สัญญา ซึ่งในเมื่อเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ก็จะไม่มีการกระทำใด ๆ ขององค์อธิปัตย์ที่จะถือว่าเป็นการละเมิดสัญญา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ว่าองค์อธิปัตย์จะทำอะไรก็ไม่มีความผิดนั่นเอง
35. คำว่า “ความยุติธรรม และ อะยุติธรรม” ใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
(1) กฎหมาย
(2) ผลประโยชน์ส่วนรวม
(3) สัญญา
(4) ความสามัคคี
(5) ความชอบธรรม
ตอบ 3 หน้า 26 ในทัศนะของฮอบส์นั้น ความยุติธรรมหรืออยุติธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประชาคมแล้ว กล่าวคือ เมื่อได้ทำสัญญากันแล้ว ผู้ละเมิดสัญญาหรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็คือความอยุติธรรม ส่วนความยุติธรรมก็คือสิ่งที่ไม่อยุติธรรมหรือการปฏิบัติตามสัญญานั่นเอง
36. เพราะเหตุใดผู้ใต้ปกครองถึงไม่บอกเลิกสัญญาประชาคม
(1) การบอกเลิกสัญญาเป็นการทำร้ายตัวเอง
(2) การบอกเลิกสัญญาเป็นการปฏิวัติ
(3) การบอกเลิกก่อความวุ่นวายทางการเมือง
(4) การบอกเลิกก่อให้เกิดรัฐบาลทรราช
(5) เงื่อนไขสัญญากำหนดไว้แล้วว่าบอกเลิกไม่ได้
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 28. ประกอบ
37. “สภาวะสงคราม” เกิดขึ้น ณ ที่ใด
(1) สภาพธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมบุพกาล
(4) สังคมสมัยใหม่
(5) สังคมเกิดจากสัญญา
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 29. ประกอบ
38. เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้แก่
(1) รัฐ
(2) รัฐบาล
(3) สังคม
(4) ข้อ 2 และ 3
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 22, 38, (คำบรรยาย) ฮอบส์ เห็นว่า เมื่อสัญญาประชาคมได้กระทำขึ้นแล้วเพียงครั้งเดียว สังคม รัฐ และรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที ทั้งนี้เพราะสังคม รัฐ และรัฐบาลเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นการล้มล้างรัฐบาลจึงเป็นการกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติตามเดิม เนื่องจากฮอบส์ไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างสังคม รัฐ และรัฐบาลออกจากกันนั่นเอง
39. เมื่อทำสัญญาประชาคมแล้ว ผู้ใต้ปกครองสามารถทำอะไรได้บ้าง
(1) เปลี่ยนตัวผู้ปกครอง
(2) การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งคราว
(3) การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นบางครั้ง
(4) การถอดถอนองค์อธิปัตย์
(5) การบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว
ตอบ 5 หน้า 24, (คำบรรยาย) ฮอบส์ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงหรือถอดถอนองค์อธิปัตย์นั้น แม้จะกระทำมิได้ แต่ประชาชนในฐานะผู้ใต้ปกครองก็มีสิทธิขัดขืนต่อองค์อธิปัตย์ได้ นั่นคือ เมื่อประชาชนตกอยู่ในสภาวะอันตรายเนื่องด้วยองค์อธิปัตย์จะทำลายชีวิตของตนเองแล้ว การใช้สิทธิตามธรรมชาติเพื่อการคุ้มครองตนเองของมนุษย์ย่อมกระทำได้ โดยการร่วมกันบอกเลิกสัญญาที่ทำไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นทำสัญญากันใหม่
40. “อำนาจอธิปไตย” อันเป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมเป็นของใครโดยเฉพาะ
(1) ประชาชน
(2) สภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรี
(4) คู่สัญญา
(5) บุคคลที่สาม
ตอบ 5 หน้า 21 – 22, 24 ฮอบส์ เห็นว่า อำนาจร่วม (Common Power) หรือการก่อตั้งรัฐาธิปัตย์นั้น เป็นผลมาจากการทำสัญญาประชาคมระหว่างคนทุกคนที่เป็นคู่สัญญากัน โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะมอบอำนาจและสละสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลที่สาม ซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา แต่จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์หรือรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจร่วมหรืออำนาจอธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยนี้ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์
41. ล็อคถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิด
(1) อนุรักษนิยม
(2) ประชานิยม
(3) เสรีนิยม
(4) สังคมนิยม
(5) วัตถุนิยมวิภาษวิธี
ตอบ 3 หน้า 31 – 32 ล็อค เป็นนักปราชญ์ทางการเมืองชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศฮอลแลนด์ และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดเสรีนิยม นอกจากนี้แนวความคิดของเขายังมีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักคิด ทั้งมองเตสกิเออ, รุสโซ, เดอ ทอคเกอร์วิลล์ และนักคิดร่วมสมัยในฝรั่งเศสก็ได้ใช้ทฤษฎีของล็อค ในการวิเคราะห์ระบบเก่าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
42. นอกจากความมีเหตุผลแล้ว ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ยังมี
(1) ความเมตตาและการใฝ่สันติ
(2) ความดุร้ายและการแก่งแย่งชิงดี
(3) ความเฉลียวฉลาดและการชิงไหวชิงพริบ
(4) ความซื่อสัตย์และความตรงไปตรงมา
(5) ความฝันและจินตนาการอันสูงส่ง
ตอบ 1 หน้า 33 ล็อค เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีคุณสมบัติประจำตัว คือ ความมีเหตุผล อันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งนอกจากความมีเหตุผลแล้ว มนุษย์ยังมีความเมตตาธรรม ใฝ่สันติ และสุขุมรอบคอบอีกด้วย
43. ล็อคได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ในประเทศ
(1) สหรัฐอเมริกา
(2) อิตาลี
(3) ฝรั่งเศส
(4) ฮอลแลนด์
(5) เยอรมนี
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ
44. ความมีเหตุผลของมนุษย์ ล็อคเชื่อว่าเกิดจาก
(1) พระผู้เป็นเจ้า
(2) การมีปัญญา
(3) ประสบการณ์
(4) พรสวรรค์
(5) การเอาตัวรอด
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ
45. ผู้ใดที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของล็อค
(1) มองเตสกิเออ
(2) รุสโซ
(3) เดอ ทอคเกอร์วิลล์
(4) เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 41. ประกอบ
46. ข้อใดเป็นแนวความคิดของล็อค
(1) คนคือสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เกิดมาพร้อมความป่าเถื่อน
(3) มนุษย์มีเหตุผลและมีเมตตาธรรม
(4) ไม่มีสังคมใดที่มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์
(5) ความเสมอภาคได้มาด้วยการต่อสู้
ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 42. ประกอบ
47. ล็อคเห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเกิดจาก
(1) การถ่ายโอนเป็นมรดกตกทอด
(2) การประกาศความเป็นเจ้าของ
(3) การยอมรับความเป็นเจ้าของของผู้ใดผู้หนึ่งโดยผู้อื่น
(4) การใช้แรงงานต่อสิ่งของนั้น ๆ
(5) การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
ตอบ 4 หน้า 34 ล็อค เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในโลกนี้ทั้งหมดเป็นของทุกคน (ชาวโลกทั้งมวล) หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกัน โดยแต่ละคนสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private Property) ได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานจากร่างกาย เคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น รวมทั้งในการสะสมทรัพย์สินก็จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย
48. ล็อคเห็นว่าสัญญาประชาคมเกิดขึ้นโดย
(1) ผู้ที่เข้มแข็งกว่าหยิบยื่นให้
(2) การตกลงทำสัญญาสันติภาพ
(3) อัตโนมัติตามสภาวะธรรมชาติ
(4) ความเกรงกลัวต่อภัยคุกคามจากภายนอก
(5) การยินยอมสมัครใจเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกัน
ตอบ 5 หน้า 36 ล็อค เห็นว่า การทำสัญญาประชาคมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือประชาคมเดียวนั้น จะเป็นไปด้วยความสมัครใจหรือความยินยอมของทุกคน โดยทุกคนมุ่งหวังที่จะดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และมีความสงบสุขในการใช้ทรัพย์สินของตนอย่างมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือมีความมั่นคงกว่าเดิม
49. “สภาวะสงคราม” ในทัศนะของล็อค หมายถึง
(1) ความขัดแย้งทำลายเสรีภาพ
(2) สงครามระหว่างรัฐ
(3) การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ
(4) สภาพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามธรรมชาติ
(5) ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง
ตอบ 1 หน้า 35 ล็อค เห็นว่า ข้อบกพร่องของสภาวะธรรมชาติเป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนกระทั่งนำไปสู่ “สภาวะสงคราม” ซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด
50. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะสูงสุดหรือ Supreme Power นั้นตรงกับข้อใด
(1) เป็นองค์อธิปัตย์
(2) เป็นที่มาของฝ่ายบริหาร
(3) เป็นองค์กรที่ใช้สิทธิพิเศษ
(4) เป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงของรัฐ
(5) เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชน
ตอบ 5 หน้า 39 – 40 ในทัศนะของล็อคนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดภายในรัฐเหนืออำนาจอื่นทั้งหมด (Supreme Power) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎหมายควบคุมประชาชนเท่านั้น อย่างไรก็ตามฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยหรือเป็นองค์อธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐแต่อย่างใด
51. ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมระบบการเมืองสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบใดมากที่สุด
(1) รัฐสภา
(2) ประธานาธิบดี
(3) กึ่งประธานาธิบดี
(4) กึ่งรัฐสภา
(5) แบบผสมระหว่าง 1 กับ 2
ตอบ 1 หน้า 38 – 41, (คำบรรยาย) ตามหลักสัญญาประชาคมของล็อคนั้น เมื่อมนุษย์ตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จำเป็นต้องดำเนินการคือ การสถาปนาองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงไม่มีอิสระที่จะทำอะไรตามเจตจำนงของตน ทั้งนี้เพราะการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดขึ้น ซึ่งจากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับระบบการเมืองแบบ “รัฐสภา” มากที่สุด
52. หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนจะต้องทำอะไรในอันดับต่อไป
(1) ทำสัญญาก่อตั้งสังคมใหม่
(2) เลือกตั้งรัฐบาลใหม่
(3) ดูแลความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
(4) ใช้สิทธิพิเศษ
(5) ใช้อำนาจสหพันธ์
ตอบ 2 หน้า 38, 43, (คำบรรยาย) ล็อค กล่าวว่า รัฐบาลกับสังคมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสามารถกระทำได้โดยไม่กระทบต่อสังคม หากรัฐบาลถูกยุบ ประชาชนต้องทำการเลือกตั้งหรือสถาปนารัฐบาลขึ้นใหม่ที่เรียกว่าเปลี่ยนความยินยอม ซึ่งต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากเท่านั้น
53. เมื่อสัญญาได้กระทำกันแล้ว สิทธิในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอย่างไร
(1) มีความมั่นคงกว่าเดิม
(2) มีความมั่นคงน้อยกว่าเดิม
(3) เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
(4) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
(5) กลายเป็นที่มาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 48. ประกอบ
54. บุคคลหรือกลุ่มคนใดที่ถือได้ว่าเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง
(1) ประชาชนทั้งหมด
(2) ประชาชนส่วนใหญ่
(3) ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
(4) ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐบาล
(5) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด
ตอบ 1 หน้า 40 ล็อค เห็นว่า ประชาชนทั้งมวล (ประชาชนทั้งหมด) จะอยู่ในฐานะเป็นองค์อธิปัตย์แห่งรัฐที่แท้จริง แต่สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้เป็นครั้งคราวในกรณีที่รัฐบาลถูกยุบเท่านั้น
55. ผู้ที่ได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของประชาชนตามหลักแห่งสัญญาประชาคม คือผู้ใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) ทรัสตรี
(5) องค์อธิปัตย์
ตอบ 2 หน้า 36 – 38 ตามหลักการแห่งสัญญาประชาคมนั้น ล็อค อธิบายว่า การสถาปนารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการให้ความยินยอมเช่นเดียวกับการสถาปนาสังคมการเมืองหรือรัฐ กล่าวคือ การสถาปนารัฐจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเอกฉันท์ ส่วนการสถาปนารัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการให้ความยินยอมโดยเสียงข้างมากของประชาชน
56. รุสโซ เชื่อว่าแม้ว่าสภาพธรรมชาติจะเป็นสภาพที่น่าอยู่ แต่สังคมการเมืองเกิดขึ้นเพราะ
(1) มนุษย์เราเป็นสัตว์การเมือง
(2) มนุษย์เราชอบทดลองสังคมรูปแบบใหม่
(3) มนุษย์เราต้องการความสมบูรณ์โดยการอยู่อาศัยร่วมกัน
(4) มนุษย์เราต้องการหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่ป่าเถื่อน
(5) มนุษย์เราไม่มีทางเลือกอื่น
ตอบ 3 หน้า 69 – 70, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การเกิดสังคมการเมืองเป็นผลมาจากสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องการความสมบูรณ์โดยการอยู่อาศัยร่วมกัน แม้ว่าจะมีส่วนทำลายความบริสุทธิ์และความดีงามของมนุษย์ก็ตาม แต่สิ่งที่มนุษย์ได้รับการทดแทนจากการสูญเสียความบริสุทธิ์และความดีงามในสังคมการเมืองสมัยใหม่นั้นก็คือ ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
57. “สิ่งที่มนุษย์ได้รับการทดแทนจากการเสียความบริสุทธิ์ในสังคมสมัยใหม่”
(1) ความเสมอภาคทางการเมือง
(2) ความเสมอภาคในกรรมสิทธิ์
(3) ความสมบูรณ์ในการดำรงชีพ
(4) ความปลอดภัยในชีวิต
(5) ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ
58. การที่มนุษย์ห่างไกลธรรมชาติ สิ่งที่เขาได้รับนั้นคืออะไร
(1) ความเจริญก้าวหน้า
(2) ความอุดมสมบูรณ์
(3) การสูญเสียความบริสุทธิ์
(4) ความมีเหตุผล
(5) ความยุติธรรม
ตอบ 3 หน้า 66 รุสโซ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเน่าเฟะของวิทยาศาสตร์ในทำนองว่าความเจริญก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์จะทำให้คนหนีไกลออกจากธรรมชาติ และถ้ามนุษย์ยิ่งห่างไกลธรรมชาติมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ความบริสุทธิ์และคุณงามความดีซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของมนุษย์ลดน้อยลงมากเท่านั้น
59. ในสังคมการเมืองมนุษย์ได้อะไรมาทดแทน
(1) ความเสมอภาค
(2) สันติภาพ
(3) เสรีภาพทางการเมือง
(4) ความปลอดภัย
(5) ความสมบูรณ์ทางจิตใจ
ตอบ 5 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ
60. “การเสียความบริสุทธิ์ของมนุษย์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมที่พัฒนาแล้ว
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 56. ประกอบ
61. สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะธรรมชาติ”
(1) ร่างกาย
(2) เสรีภาพ
(3) ทรัพย์สิน
(4) ความเสมอภาค
(5) ความปลอดภัยในชีวิต
ตอบ 1 หน้า 69, 75 รุสโซ เชื่อว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มีแต่สันติภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติอยู่บางประการ เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย ความมากน้อยของอายุ เพศ พละกำลัง ความสามารถของสติปัญญา เป็นต้น
62. “ผลอันเกิดจากที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์”
(1) สภาวะสงคราม
(2) ความอิจฉาริษยา
(3) ความขยันขันแข็ง
(4) การร่วมมือกับผู้อื่น
(5) ความสุขในอนาคต
ตอบ 4 หน้า 69, (คำบรรยาย) รุสโซ เห็นว่า การมีชีวิตอยู่ย่างโดดเดี่ยวในสังคมธรรมชาติย่อมจะหาความสมบูรณ์ได้ยาก เพราะความสมบูรณ์นั้นมนุษย์หาได้จากการร่วมมือหรือการพึ่งพิงบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้นผลอันเกิดจากการสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่มนุษย์ต้องการความสมบูรณ์ก็คือ การร่วมมือระหว่างกันหรือการร่วมมือกับผู้อื่นนั่นเอง
63. “ความไม่สมบูรณ์”
(1) สังคมธรรมชาติ
(2) สังคมการเมือง
(3) สังคมเมือง
(4) สังคมอุตสาหกรรม
(5) สังคมบุพกาล
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ
64. มนุษย์สามารถสนองตอบต่อสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ได้โดยวิธีใด
(1) การแข่งขันระหว่างกัน
(2) การร่วมมือระหว่างกัน
(3) การดำรงชีพแบบต่างคนต่างอยู่
(4) การทำสัญญาประชาคม
(5) การทำอะไรตามใจปรารถนา
ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 62. ประกอบ
65. “รัฐบาล” ตามแนวคิดสัญญาประชาคม หมายถึงบุคคลหรือสถาบันใด
(1) นิติบัญญัติ
(2) บริหาร
(3) ตุลาการ
(4) องค์อธิปัตย์
(5) ข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 2 หน้า 79 ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม รุสโซ อธิบายว่า “รัฐบาล” หมายถึงผู้ที่ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รับมอบอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเป็นเพียงคณะบุคคลที่นำเอาเจตจำนงทั่วไปมาปฏิบัติ รัฐบาลไม่ใช่องค์อธิปัตย์ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลมาจากกฎหมายมิใช่เป็นการทำสัญญา
66. แนวความคิดใดของเฮเกลที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง
(1) รัฐ
(2) ครอบครัว
(3) พระเจ้า
(4) องค์อธิปัตย์
(5) สังคมเข้มแข็ง
ตอบ 1 หน้า 116, 121, (คำบรรยาย) ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ “รัฐ” ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมืองของเฮเกล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการศึกษาเรื่องอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยเขาเห็นว่ารัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม ทั้งนี้เพราะรัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในสังคม
67. เหตุผลใดที่เฮเกลใช้ในการสนับสนุนความคิดที่ว่า รัฐควรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในสังคม
(1) รัฐเป็นผู้ทำให้ความคิดทางจริยธรรมและเสรีภาพของพลเมืองเป็นจริงขึ้นมา
(2) การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบรุนแรงและถอนรากถอนโคน
(3) ความเสมอภาคของปัจเจกบุคคล
(4) รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
(5) รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้น
ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 66. ประกอบ
68. ข้อใดเป็นคำอธิบายการเกิดขึ้นของรัฐที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกล
(1) ครอบครัวเป็น Thesis, รัฐเป็น Antithesis, ก่อให้เกิดสังคมพลเรือนซึ่งเป็น Synthesis
(2) รัฐเป็นการผสมผสาน (Synthesis) ระหว่างครอบครัวกับสังคมพลเรือน
(3) ครอบครัวเป็น Antithesis ต่อสังคมพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องสถาปนารัฐขึ้นมา
(4) สังคมพลเรือนเป็น Synthesis อันเป็นผลมาจากการปะทะขัดแย้งกันระหว่างรัฐกับครอบครัว
(5) รัฐเป็น Antithesis ทั้งต่อครอบครัวและสังคมพลเรือน
ตอบ 2 หน้า 116 – 117, 121 ตามแนวคิดเรื่องกระบวนการวิภาษวิธีของเฮเกลนั้น รัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างครอบครัว (ความรัก) ซึ่งเป็น Thesis กับสังคมพลเรือน (การแข่งขัน) ซึ่งเป็น Antithesis ดังนั้นรัฐจึงถือได้ว่าเป็นภาวะผสมผสาน (Synthesis) ซึ่งมีความสมบูรณ์กว่าคือ มีเหตุมีผลและเสรีภาพมากกว่านั่นเอง
69. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เฮเกลได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนสำคัญในสำนัก “จิตนิยม”
(1) เน้นความสำคัญของ “จิต” ว่าเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงในโลก
(2) เน้นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ว่าอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา
(3) “อรูป” สำคัญกว่า “รูป”
(4) เน้น “เนื้อหา” มากกว่า “รูปแบบ”
(5) อธิบายเรื่องรัฐว่าเป็นอสาร
ตอบ 1 หน้า 110 – 111, (คำบรรยาย) เฮเกล ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาเมธีคนสำคัญในสำนักจิตนิยม ทั้งนี้เพราะเขาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าจิตนั้นเป็นต้นกำเนิดของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก
70. ตามแนวความคิดเรื่องจิตนิยม (Idealism) เฮเกลแบ่งความเป็นจริงออกเป็น 2 ส่วน คือ
(1) สสารกับอสสาร
(2) จิตกับกาย
(3) จิตกับวัตถุ
(4) ตัวตนและไม่ใช่ตัวตน
(5) กายภาพกับชีวภาพ
ตอบ 1 หน้า 110 ในเรื่องจิตนิยม (Idealism) นั้น เฮเกล เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ 1. สสาร คือ เป็นวัตถุ มองเห็น และจับต้องได้ 2. อสสาร คือ ไม่เป็นวัตถุ มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้
71. ข้อใดเป็นการอธิบาย “การเปลี่ยนแปลง (Becoming)” ในทัศนะของเฮเกล
(1) ทุกสิ่งมีสภาวะที่เป็นอยู่ (Being) กับสภาวะที่ยังไม่ได้เป็น (Not Being) อยู่ในตัวของมันเอง
(2) ทุกสิ่งมีสภาวะที่ “ปฏิเสธ” (Negation) กับสภาวะธรรมชาติ
(3) ทุกสิ่งเป็น “สภาวะขัดแย้ง” กับประวัติศาสตร์
(4) ทุกสิ่งเป็นพลวัตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ขัดแย้งกันเอง
(5) ทุกสิ่งมีเหตุผล
ตอบ 1 หน้า 111 เฮเกล อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลง (Becoming) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพหรือสถานภาพของสรรพสิ่งทั้งหลายจากที่เคยเป็นอยู่ไปสู่สภาพอื่น ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เขาเห็นว่าทุกสิ่งจะมีสภาวะที่เป็นอยู่ (Being) กับสภาวะที่ยังไม่ได้เป็น (Not Being) อยู่ภายในตัวของมันเองในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างลักษณะทั้งสองขึ้น ซึ่งการขัดแย้งนี้ก็จะนำไปสู่การผสมผสานเกิดเป็นสิ่งใหม่หรือสภาวะใหม่ที่ดีกว่าของเดิม
72. แนวความคิดเรื่อง “รัฐ” ของเฮเกล ในระยะต่อมาถูกนำมาตีความเพื่อสนับสนุนการเมืองการปกครองระบอบใดในสังคม
(1) อำนาจนิยม
(2) ประชาธิปไตยทางตรง
(3) ประชาธิปไตยทางอ้อม
(4) อภิชนาธิปไตย
(5) คอมมิวนิสต์
ตอบ 1 หน้า 132 – 133 ในปัจจุบันแนวความคิดเรื่องรัฐของเฮเกลนั้น มีอิทธิพลต่อระบบการเมืองของโลกพอสมควร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยม
73. อะไรเป็นตัวแทนอำนาจของ “รัฐ” ในทัศนะของเฮเกล
(1) ครอบครัว
(2) สิทธิประชาชน
(3) กฎหมาย
(4) กลุ่มผลประโยชน์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 120 เฮเกล เห็นว่า ตัวแทนอำนาจของ “รัฐ” ได้แก่
1. รัฐธรรมนูญหรือการบริหารภายในของแต่ละรัฐ
2. กฎหมายระหว่างประเทศ
3. ประวัติศาสตร์โลก
74. “รัฐธรรมนูญแห่งรัฐ”
(1) เจตจำนงของกฎหมาย
(2) ที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย
(3) ตัวแทนจิตวิสัย (Subject Spirit)
(4) ตัวแทนจิตโลก (World Spirit)
(5) การประนีประนอมผลประโยชน์
ตอบ 4 หน้า 122 เฮเกล อธิบายว่า รัฐธรรมนูญแห่งรัฐเป็นตัวแทนจิตโลก (World Spirit) และเป็นองค์อินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิต (Organism) ในกระบวนการพัฒนาอันเป็นการแสดงตัวของจิต (Idea) ซึ่งผู้ทำหน้าที่นิติบัญญัติที่ผ่านหรือตรากฎหมายออกมานั้น จะเป็นเพียงการดำเนินงานเพื่อให้รัฐธรรมนูญก้าวหน้าหรือพัฒนาไปสู่เป้าหมายของจิตโลกเท่านั้น
75. “จิต” (Idea)
(1) อสสาร
(2) มนุษย์
(3) ความขัดแย้ง
(4) การเปลี่ยนแปลง
(5) ความไม่เปลี่ยนแปลง
ตอบ 1 หน้า 110 – 111 ในทัศนะของเฮเกลนั้น จิตหรือความคิด (Idea) คือ ส่วนที่มีลักษณะเป็นอสสาร ซึ่งจะมีบทบาทในการกำหนดส่วนที่เป็นสสาร กล่าวคือ จิตจะทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วนวัตถุหรือสรรพสิ่งทั้งหลายจะเป็นกรรมหรือผู้ถูกกระทำ
76. ลัทธิมาร์กซ์ เกี่ยวข้องกับอะไร
(1) นักคิดชื่อ Karl Marx
(2) แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์
(3) แนวคิดแบบสังคมนิยม
(4) แนวคิดอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 172 – 173, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ ก่อกำเนิดขึ้นโดยนักคิดที่ชื่อว่า คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับหรือบิดาแห่งคอมมิวนิสต์ หรือแนวคิดแบบสังคมนิยม โดยมาร์กซ์นั้นเกิดที่เมืองทรีเออร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1818 บิดาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียง มาร์กซ์เคยมีสัญชาติยิว แต่เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ก็เปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์
77. ลัทธิมาร์กซ์ เชื่อว่าอย่างไร
(1) เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
(2) ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม
(3) นายทุนเอาเปรียบกรรกร
(4) ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 182, 186 – 187, (คำบรรยาย) ความเชื่อของลัทธิมาร์กซ์ มีดังนี้
1. เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักของความขัดแย้ง
2. สังคมทุนนิยมเป็นสังคมทินายทุนเอาเปรียบกรรกร
3. ชัยชนะของชนชั้นแรงงานทำให้เกิดความเท่าเทียม คือทุกคนเป็นกรรกร ไม่มีชนชั้นอื่น
4. ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกสังคมเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) และชนชั้นนายทุน (Bourgeois) เป็นต้น
78. อะไรคือตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์
(1) การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
(2) การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
(3) การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
(4) การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 171, (คำบรรยาย) ตัวบ่งชี้ความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. การเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในด้านการปฏิบัติ
2. การสลายตัวของระบบสังคมนิยม
3. การนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาใช้
4. การยอมรับและนำระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ เป็นต้น
79. จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
(1) เห็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง
(2) ไม่มีการแบ่งแยกของชนชั้น
(3) ทุกคนเท่าเทียมกัน
(4) ผิดทุกข้อ
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 (คำบรรยาย) จุดแข็งของลัทธิมาร์กซ์ คือ การนำกระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายสังคม ทำให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยเห็นว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สังคมจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น และทุกคนเท่าเทียมกัน
80. นักคิดที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ คือ
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) เลนิน
(3) ฮิตเลอร์
(4) คาร์ล มาร์กซ์
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 171 – 172 นักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่มลัทธิมาร์กซ์ ได้แก่
1. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx)
2. นิโคไล เลนิน (Nicolai Lenin)
3. เหมา เจ๋อ ตุง หรือ เมา เซ ตุง (Mao Tse Tung)
81. “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” เป็นต้อตอความคิดของใคร
(1) เหมา เจ๋อ ตุง
(2) นิโคไล เลนิน
(3) สตาลิน
(4) มุสโสลินี
(5) คาร์ล มาร์กซ์
ตอบ 5 หน้า 196 คาร์ล มาร์กซ์ ปฏิเสธศาสนา เพราะเชื่อว่า “ศาสนาเป็นสิ่งมัวเมาเหมือนยาเสพติด” ที่ทำให้คนอยู่แต่ในโลกจินตนาการ และลืมความเป็นจริงในโลก
82. หนังสือและบทความใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อเขียนของนิโคไล เลนิน
(1) คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
(2) สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
(3) จะทำอะไร (What to be done)
(4) รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 200 ผลงานที่สำคัญของนิโคไล เลนิน ได้แก่
1. จะทำอะไร (What to be done)
2. สังคมนิยมและสงคราม (Socialism and War)
3. รัฐและการปฏิวัติ (State and Revolution)
4. จักรวรรดินิยม : ขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม (Imperialism : The Highest Stage of Capitalism) เป็นต้น
83. ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ ไม่ใช่ข้อใดดังต่อไปนี้
(1) การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
(2) เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
(3) การปฏิวัติสังคมเกิดด้วยความรุนแรงเท่านั้น
(4) เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองเด็ดขาด มีกำลังอาวุธ
(5) การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยม คือ ระบบสังคมนิยม
ตอบ 5 หน้า 211, (คำบรรยาย) ปัจจัยทางการเมืองใหม่ที่เลนินเสนอ มีดังนี้
1. การเน้นให้พรรคเป็นผู้นำในการปฏิวัติ
2. เน้นยุทธวิธีในการปฏิวัติ ซึ่งมีการสร้างพันธมิตร
3. การปฏิวัติสังคมเกิดในประเทศเดียวก็ได้ และเกิดด้วยวิธีรุนแรงเท่านั้น
4. เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นการปกครองที่เด็ดขาด มีกำลังอาวุธ ดำเนินการโดยพรรค และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
5. การพัฒนาขั้นสุดท้ายของระบบทุนนิยมคือ ระบบจักรวรรดินิยม เป็นต้น
84. นักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์มีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นใดดังต่อไปนี้
(1) การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
(2) ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค
(3) ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
(4) มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
(5) ต้องการให้ปัจเจกบุคคลสามารถมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โดยเสรี
ตอบ 5 (คำบรรยาย) ประเด็นสำคัญที่คล้ายกันของนักคิดที่สนับสนุนระบอบคอมมิวนิสต์ ได้แก่
1. มองสังคมทุนนิยมเป็นต้นตอของความแปลกแยก เอารัดเอาเปรียบ
2. ต้องการให้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้ชนะการต่อสู้ในสงครามแห่งชนชั้น
3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใช้วิธีการรุนแรงหรือด้วยการปฏิวัติ
4. ต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเสมอภาค เป็นต้น
85. ลัทธิมาร์กซ์มองว่า ระบบทุนนิยมทำลาย ลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องด้วยเหตุผลใดดังต่อไปนี้
(1) เพราะแรงงานที่เขาทำงานไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขา แต่เป็นของนายทุน
(2) นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุน ใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
(3) แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ
(4) เพราะกรรมการทำงานเพื่อประโยชน์ของนายทุนเท่านั้น
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) ลัทธิมาร์กซ์ มองว่า ระบบทุนนิยมจะทำลายและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก
1. แรงงานต้องทำงานตามความต้องการของนายทุน เพราะนายทุนเป็นผู้กำหนด ไม่สามารถทำงานสนองความต้องการของเขาเองได้ เป็นแต่เพียงของนายทุน
2. นายจ้างที่เป็นชนชั้นนายทุนใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อผลกำไร
3. แรงงานที่ทำให้กับนายทุนเป็นแรงงานที่ถูกบังคับมากกว่าความเต็มใจ เป็นต้น
86. การปฏิวัติเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่ของเหมา เจ๋อ ตุง มีลักษณะที่ไม่ใช่ลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม
(2) การปฏิวัติเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดิน
(3) การปฏิวัติเพื่อกำจัดพวกปฏิกิริยา
(4) การปฏิวัติเพื่อทำลายลัทธิทุนนิยม
(5) การปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น
ตอบ 4 หน้า 229, (คำบรรยาย) เหมา เจ๋อ ตุง ได้ประกาศเป้าหมายการปฏิวัติเพื่อประชาชนทุกชนชั้น ว่าเป็นการสร้าง “สาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบใหม่” โดยมีลักษณะสำคัญคือ การปฏิวัติชาติเพื่อกำจัดจักรวรรดินิยม และการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อกำจัดเจ้าของที่ดินใหญ่ ๆ ซึ่งการปฏิวัติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างการปกครองจักรวรรดินิยมต่างชาติและพวกปฏิกิริยา แต่มิได้ทำลายส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยม
87. ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มีลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
(2) ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
(3) สภาทุกระดับของประชาชนส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
(4) เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาดห้ามโต้แย้ง
(5) ถูกทุกข้อ
ตอบ 5 หน้า 231 – 232, 236 ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. การรวมศูนย์ความคิดที่ถูกต้อง
2. ประชาชนเบื้องล่างมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล
3. สภาประชาชนทุกระดับจะส่งตัวแทนในการเลือกรัฐบาล
4. เมื่อพรรคและรัฐบาลตัดสินนโยบายแล้ว ถือเป็นเด็ดขาด ผู้ใดจะโต้แย้งหรือขัดคำสั่งมิได้
88. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อ ตุง
(1) เหมาเป็นลูกนายทหาร
(2) เหมาร่วมปฏิวัติราชวงศ์ถังเป็นผลสำเร็จ
(3) เหมาเป็นผู้นำของขุน ยัด เซน
(4) เหมาร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพี
(5) เหมาเขียนบทความชื่อ On New Democracy
ตอบ 5 หน้า 222, (คำบรรยาย) ผลงานที่สำคัญของ เหมา เจ๋อ ตุง (หรือ เมา เซ ตุง) ได้แก่
1. On Tactics Against Japanese Imperialism (1935)
2. On Practice (1937)
3. On Contradiction (1937)
4. On New Democracy (1940) เป็นต้น
89. บทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” เป็นข้อเขียนของใคร
(1) กุหลาบ สายประดิษฐ์
(2) ปรีดี พนมยงค์
(3) เสนีย์ เสาวพงศ์
(4) เปลื้อง วรรณศรี
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 261, (คำบรรยาย) นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า “ศรีบูรพา” เป็นผู้เขียนบทความเรื่อง “ระเบียบทางสังคม” ขึ้นในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เขียนตามแนวความคิดของเองเกลส์ที่เขียนในเรื่อง “The Origin of Family, Private Property and State”
90. ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคนกลุ่มใดเป็นสำคัญ
(1) นักปรัชญาการเมือง
(2) ผู้นำทางการเมือง
(3) ข้าราชการ
(4) นักธุรกิจ
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 (คำบรรยาย) ประวัติการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์, อดัม สมิธ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการต่อสู้ของบุคคลสำคัญ ๆ เช่น นิโคไล เลนิน (รัสเซีย), เหมา เจ๋อ ตุง (จีน), นายปรีดี พนมยงค์ (ไทย), นายจิตร ภูมิศักดิ์ (ไทย) เป็นต้น
91. คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับนักคิดคนใด
(1) ซัง ซิมองต์
(2) อดัม สมิธ
(3) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค
(4) จอร์จ วิลเลียม ฟรีดริช เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 3 หน้า 174, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ มีความคิดต่อต้านศาสนาเหมือนกับ ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค ซึ่งเชื่อว่าศาสนามิได้เป็นตัวกำหนดปรากฏการณ์ทุกอย่าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากวัตถุมากกว่า และคนเป็นผู้กำหนด มิใช่พระเจ้า
92. บทความเรื่อง “ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์” เป็นข้อเขียนร่วมกันระหว่าง
(1) ฟรีดริช เองเกลส์ + คาร์ล มาร์กซ์
(2) ลุดวิก ฟอยเออร์บาร์ค + คาร์ล มาร์กซ์
(3) อดัม สมิธ + เดวิด ริคาร์โด
(4) คาร์ล มาร์กซ์ + เฮเกล
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 1 หน้า 175 ผลงานของฟรีดริช เองเกลส์ และคาร์ล มาร์กซ์ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมา ได้แก่
1. ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Family)
2. อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
3. คำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
93. ชื่อหนังสือบทความต่อไปนี้เรื่องใดไม่ได้เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์
(1) The Holy Family
(2) The German Ideology
(3) Capital
(4) The Communist Manifesto
(5) Socialism : Utopian and Scientific
ตอบ 5 หน้า 176 ในช่วงที่ คาร์ล มาร์กซ์ ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอนนั้น เขาได้เขียนบทความมากมายที่พยายามอธิบายความทุกข์ยากในสังคมทุนนิยม เช่น วิพากษ์เศรษฐกิจการเมือง (The Critique of Political Economy), ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน (Theories of Surplus Values), ทุน (Capital) เป็นต้น (ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ)
94. เนื้อหาในการวิพากษ์เศรษฐกิจการเมืองของคาร์ล มาร์กซ์ มุ่งวิพากษ์
(1) ระบบทุนนิยม
(2) สังคมนิยม
(3) การคอร์รัปชั่น
(4) การรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 4
ตอบ 5 หน้า 182 – 183, (คำบรรยาย) คาร์ล มาร์กซ์ ได้สร้างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองขึ้นเพื่ออธิบายว่า ในระบบทุนนิยมนั้นสิ่งที่นายทุนคำนึงคือกำไร นายทุนจะได้เปรียบกรรมกร เพราะว่ามีการรีดส่วนเกินของชนชั้นนายทุนจากชนชั้นแรงงาน (กรรมกร) หรือที่เรียกว่า “มูลค่าส่วนเกิน” นำเอาไปเป็นกำไรของตัวเอง
95. คุณูปการของคาร์ล มาร์กซ์ ที่สำคัญคืออะไร
(1) แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี Dialectic
(2) แนวคิดวัตถุนิยม
(3) หลักเศรษฐกิจกำหนด
(4) หลักอรรถประโยชน์นิยม
(5) ถูกเฉพาะข้อ 1, 2 และ 3
ตอบ 5 หน้า 180, (คำบรรยาย) คุณูปการที่สำคัญของคาร์ล มาร์กซ์ ได้แก่
1. แนวทางวิพากษ์แบบวิภาษวิธี (Dialectic)
2. แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism)
3. หลักเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism)
96. ในทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมได้แบ่งแยกสังคมเป็นกี่ชนชั้น
(1) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(2) 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง
(3) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนำ ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
(4) 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 77. ประกอบ
97. คำอธิบาย “ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product)” ในลัทธิมาร์กซ์ หมายถึง
(1) การที่มนุษย์ใช้เครื่องมือในการผลิต
(2) การที่มนุษย์ขาดเครื่องมือในการผลิต
(3) การที่มนุษย์ซื้อ-ขายเครื่องมือการผลิต
(4) การที่มนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 4 หน้า 179 ความสัมพันธ์ทางการผลิต (Relation of Product) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือการผลิต เพื่อดูว่ามนุษย์เป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตหรือไม่
98. หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด มีสูตรดังนี้
(1) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์
(2) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
(3) ข้อเสนอหลัก + ข้อเสนอรอง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอหลัก (ใหม่)
(4) ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์ = ข้อเสนอยืน (ใหม่)
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 2 หน้า 178, (คำบรรยาย) หลักวิภาษวิธี (Dialectic Method) มีสูตรที่เป็นวงจรการปะทะ ทางความคิดที่ไม่สิ้นสุด ดังนี้ ข้อเสนอยืน + ข้อเสนอแย้ง = การสังเคราะห์
หรือ Thesis + Antithesis = Synthesis
99. ข้อใดไม่ใช่ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพได้รับชัยชนะในการปฏิวัติแล้ว
(1) ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
(2) เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
(3) ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
(4) มีผู้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว
(5) รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
ตอบ 4 หน้า 186, (คำบรรยาย) ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์ในการพัฒนาประเทศ เมื่อชนชั้นกรรมาชีพ ได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ มีดังนี้
1. ยกเลิกกรรมสิทธิ์ที่ดิน และใช้วิธีการเช่าแทน
2. เก็บภาษีรายได้แบบก้าวหน้าอย่างกวดขัน
3. ยกเลิกสิทธิการรับมรดก
4. รัฐเข้ามาควบคุมการคมนาคมสื่อสารทุกประเภท
5. รัฐเข้ามาควบคุมโรงงาน เครื่องมือ การผลิตและการเกษตร เป็นต้น
100. คำทำนายของมาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยมที่สะท้อนข้อเท็จจริง
(1) สังคมมีสองชนชั้น
(2) สังคมเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น
(3) สังคมไร้ชนชั้น
(4) ชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน
(5) ไม่มีข้อใดถูก
ตอบ 5 หน้า 190, 192 – 193 คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มีต่อสังคมทุนนิยม คือ
1. ต้องมีสองชนชั้นเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น
2. ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องมีความทุกข์ยากมาก แต่ในความเป็นจริงกลับมิได้ทุกข์ยากมากนัก เพราะสังคมทุนนิยมมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวหน้า สังคมเจริญขึ้น รวยขึ้น
3. การปฏิวัติจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสูงสุด แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดในประเทศที่มีการเกษตรกรรมเป็นหลัก
4. ความขัดแย้งในสังคมเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงกลับมีปัจจัยทางจิตวิทยาและทางสังคมวิทยาร่วมด้วย