การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ภายหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ประเทศไทยมีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) และประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกใช้ในการปกครองประเทศ เราไม่อาจได้ข้อสรุปที่เป็นยุติได้ว่าการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญทำให้ไทยกลายเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ เราทราบแต่เพียงว่าการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ปฏิวัติ พ.ศ. 2475 และเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่ทำให้เกิดการหลอมรวมของหลักการที่ว่าไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายหรือหลักการที่รัฐปกครองด้วยกฎหมายเป็นใหญ่ มิใช่ตัวบุคคล เหมือนกับที่เพลโตยอมรับถึงข้อจำกัดของการปกครองโดยบุคคลที่มีคุณธรรมซึ่งเป็น “กษัตริย์นักปรัชญา” (Philosopher’s King) หลังเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ มามากในช่วงบั้นปลายชีวิต เพลโตก็เขียนผลงานชิ้นหนึ่งกล่าวถึงเรื่อง “รัฐที่ปกครองด้วยหลักกฎหมาย” (The Laws) ว่าเป็นรัฐที่ดีรองลงมาเท่าที่จะเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง หรืออริสโตเติลซึ่งเห็นด้วยว่าการให้กฎหมายปกครองเป็นสิ่งที่ดีกว่าการให้คนใดคนหนึ่งปกครอง เพราะการให้กฎหมายปกครองเป็นเรื่องของ “ปัญญาที่ตัดขาดจากอารมณ์ความรู้สึกแล้ว” (Intelligence without passion) ปัจจุบันเราเรียกการปกครองด้วยหลักกฎหมายว่า “หลักนิติธรรม” แต่น่าจะเป็นคนละความหมายกับคำว่า “นิติธรรม” ในภาษาไทยที่แปลว่า “ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี ซึ่งเป็นที่นิยมสืบต่อกันมาในหมู่ประชาชนแห่งชาติ” การปกครองโดยบุคคลเพียงคนเดียวหรือระบอบราชาธิปไตยก็เป็นนิติธรรมของชาติได้ ขอให้ท่านอธิบายเรื่อง “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) นิยามความหมาย ขอบเขตและลักษณะของหลักการดังกล่าว พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์และปรับใช้หลักการดังกล่าวกับสังคมไทยมาโดยสังเขป

ธงคำตอบ

“หลักนิติธรรม” (Rule of Law) หมายถึง หลักการปกครองที่ถือเอากฎหมายเป็นใหญ่ และทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เป็นหลักการปกครองที่บุคคลทั้งหลาย สถาบันและหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสาธารณะหรือเอกชนรวมไปถึงรัฐ ต่างมีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ได้มีการประกาศอย่างเป็นการทั่วไป มีการบังคับใช้อย่างเสมอภาคกัน

หลักนิติธรรมดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยหลักการที่สำคัญหลายประการ เช่น จะต้องมีมาตรการเพื่อเป็นการประกันการเคารพและปฏิบัติต่อหลักการความสูงสุดของกฎหมาย ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย มีความโปร่งใสและความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย การแบ่งแยกอำนาจ การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ความชัดเจนของกฎหมาย หลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสของกฎหมายและกระบวนการทางกฎหมาย

และที่สำคัญคือตามหลักนิติธรรมนั้น การปกครองที่ถือเอากฎหมายเป็นใหญ่ กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้จะต้องเป็นกฎหมายหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดที่เรียกกันว่า “รัฏฐาธิปัตย์” และรัฏฐาธิปัตย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในทางปกครองซึ่งมีอำนาจในการตรากฎหมายออกมาใช้บังคับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในลำดับรอง เช่น พระราชบัญญัติต่าง ๆ นั้น จะต้องเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย มิใช่รัฏฐาธิปัตย์ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่เกิดขึ้นโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น เกิดขึ้นจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นต้น

ในประเทศไทยนั้น หลังจากมีเหตุการณ์ของการปฏิวัติในปี พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น และหลังจากนั้นก็มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ซึ่งโดยหลักการของกฎหมายแล้ว กลุ่มบุคคลผู้ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารดังกล่าวย่อมมีความผิดฐานเป็นกบฏ เนื่องจากเป็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารหรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ทุกครั้งคณะบุคคลผู้กระทำการดังกล่าวก็จะออกกฎหมายมาเพื่อนิรโทษกรรมตนเอง และแม้ว่าศาลไทยจะได้วางบรรทัดฐานเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายไว้ว่า เมื่อคณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จแล้ว หัวหน้าคณะรัฐประหารย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองและเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่ตามหลักนิติธรรมแล้วไม่ถือว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารดังกล่าวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพราะเป็นการได้อำนาจการปกครองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือกฎหมายของหัวหน้าคณะรัฐประหาร จะเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการออกกฎหมายเพื่อการนิรโทษกรรมตนเอง ก็ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติต่อหลักการความสูงสุดของกฎหมายและความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย หรือการออกคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารก็เป็นการตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือการออกกฎหมายที่ให้อำนาจแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารสามารถใช้ดุลพินิจได้ทุกเรื่อง ก็เป็นการขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่ให้คำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ถือเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และให้เป็นที่สุดนั้น ก็เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมเพราะเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และบทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นการรับรองผลของการกระทำในอนาคตที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักการการใช้บังคับเป็นการทั่วไป

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึง “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) กับการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 รวมทั้งการรัฐประหารอีกหลายครั้งต่อมานั้น ถือเป็นการปกครองที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

ข้อ 2. ในเล็กเชอร์ว่าด้วยกฎหมายของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ปรากฏถ้อยคำว่า “กฎหมายคือคำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฎรทั้งหลาย เมื่อไม่ทำตามแล้วตามธรรมดาต้องโทษ” สะท้อนให้เห็นแนวความคิดแบบปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หรือสำนักกฎหมายบ้านเมือง (Legal positivism) ที่ว่า “กฎหมายคือคำสั่งบังคับบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ (Law is commands of a sovereign)

มีผู้กล่าวว่าสำนักกฎหมายบ้านเมืองสนับสนุนค้ำจุนการรัฐประหาร คำพิพากษาของศาลเองก็เช่นเดียวกันตัดสินเสมอมาว่า “ข้อความใดที่หัวหน้าคณะรัฐประหารสั่งบังคับประชาชนถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม” คำตัดสินทำนองนี้มีมาตั้งแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ขอให้ท่านอธิบายว่าการรัฐประหารที่เกิดในสังคมไทยสอดรับกับแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับดั้งเดิมทั้งของเบนแธม (Jeremy Bentham) และออสติน (John Austin) หรือไม่อย่างไร จงอธิบายพร้อมให้เหตุผลประกอบ

ธงคำตอบ

ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย หรือ Legal Positivism เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยคำว่า “ปฏิฐานนิยม” แปลโดยรวมคือ “แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหรือโต้ตอบกลับ” ซึ่งในที่นี้คือ “แนวคิดที่มีหลักสวนกลับหลักกฎหมายธรรมชาติ” ที่มีอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง กล่าวคือ ตามทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) นั้น ถือว่ากฎหมายมีอยู่แล้วในธรรมชาติ นักปราชญ์ในสมัยโบราณได้ศึกษาธรรมชาติแล้วพบว่าธรรมชาตินั้นมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และก็เชื่อว่ามีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่แน่นอนอยู่แล้วในธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาซึ่งจะต้องโยงไปสู่ศีลธรรม ดังนั้น กฎหมายจึงต้องสอดคล้องกับศีลธรรม การบัญญัติกฎหมายจึงควรให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายธรรมชาติ แต่ในทางกลับกัน นักปราชญ์ทางปฏิฐานนิยมเห็นว่ากฎหมายธรรมชาตินั้นไปผูกติดกับศีลธรรมจนทำให้กลายเป็นจุดอ่อนในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้คนไม่เชื่อกฎหมาย ดังนั้น ทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้น (ทฤษฎีปฏิฐานนิยม) จึงต้องการยืนยันว่าทุกคนต้องเชื่อในกฎหมาย กฎหมายนั้นมีอยู่จริงและกฎหมายนั้นเป็นสิ่งสูงสุด เพราะมาจากรัฏฐาธิปัตย์ที่ใครจะขัดหรือแย้งไม่ได้

นักปราชญ์ของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายท่านหนึ่ง คือ เยเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham) ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักปฏิรูปกฎหมายชาวอังกฤษ ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายว่า

  1. ทฤษฎีปฏิฐานนิยมยึดมั่นในจุดยืนที่ว่าความเป็นกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายนั้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับศีลธรรม

  2. ทฤษฎีปฏิฐานนิยมมองว่ากฎหมายมาจากมนุษย์ มาจากผู้ปกครอง มาจากรัฐ ถูกสร้างขึ้นโดยผ่านการตกลงปลงใจของมนุษย์ในสังคม (ไม่ได้มาจากธรรมชาติ) และแยกกฎหมายคืออะไร (Is) กับกฎหมายควรจะเป็นอย่างไร (Ought) ออกจากกันโดยเด็ดขาด

  3. กฎหมายมีสภาพบังคับและบทลงโทษในตัวของมันเอง

นอกจากนั้นยังมีนักปรัชญาอีกท่านหนึ่งคือ จอห์น ออสติน (John Austin) ได้อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายว่า กฎหมายเป็นเรื่องของคำสั่งซึ่งต้องประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้

  1. เป็นความประสงค์หรือความปรารถนาของผู้สั่ง

  2. มีบทลงโทษหรือสภาพบังคับ

  3. เป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์หรือความปรารถนา

  4. มีผลบังคับทั่วไป

  5. มีการประกาศใช้โดยรัฏฐาธิปัตย์

ซึ่งจากทรรศนะหรือความคิดเห็นของ “เยเรมี เบนแธม” และ “จอห์น ออสติน” นั้น จะเห็นได้ว่า ทั้งสองท่านจะมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง กฎหมายเป็นเจตจำนงหรือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ หรือผู้มีอำนาจรัฐที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่ประชาชน ซึ่งคำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” โดยนัยดังกล่าวนั้น หมายถึง ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐหรือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการกำหนดกฎหมายและนโยบายของรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในระบอบประชาธิปไตยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งอาจถูกใช้โดยผ่านองค์กรตัวแทน เช่น รัฐสภา มิใช่เป็นอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งที่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติหรือการรัฐประหารแต่อย่างใด

ดังนั้น การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมา คณะรัฐประหารหรือหัวหน้าคณะรัฐประหารได้ออกคำสั่งหรือออกกฎหมายมาบังคับใช้กับประชาชน โดยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำ

และยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศ ย่อมไม่สอดรับกับแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับดั้งเดิมทั้งของ “เยเรมี เบนแธม” และ “จอห์น ออสติน” แม้ว่าโดยคำพิพากษาของศาลจะยอมรับว่าคณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้บรรดากฎหมาย กระบวนการทางนิติบัญญัติ การบังคับใช้กฎหมาย และอำนาจของคณะรัฐประหารก็ตาม แต่ตามทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายนั้น คณะรัฐประหารไม่ถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แต่อย่างใด

ข้อ 3. เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์หรือบิดากฎหมายไทยทรงมีแนวคิดเป็นประชาธิปไตย ยึดหลักเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ หรือกระทั่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนชั้นยอด ที่เคารพต่อเพื่อนมนุษย์และมุ่งช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น สะท้อนแนวคิดในเชิงสังคมนิยม ขอให้ท่านอธิบายแนวคิดสังคมนิยม (Socialism) ในเชิงวิเคราะห์มาในมุมมองทางปรัชญากฎหมายโดยสังเขป

ธงคำตอบ

แนวคิดสังคมนิยม (Socialism) คือ ระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ยึดหลักการ “ความเป็นเจ้าของโดยส่วนรวม” ในปัจจัยการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากร ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่เกิดจากระบบทุนนิยม และมีรากฐานมาจากงานของนักคิดอย่าง “คาร์ล มาร์กซ์” (Karl Marx) นักปรัชญาและนักทฤษฎีการเมืองชาวเยอรมัน

แก่นหลักของแนวคิดสังคมนิยมทางปรัชญา

  1. การเป็นเจ้าของโดยส่วนรวม

    ปัจจัยการผลิต เช่น โรงงาน ที่ดิน และทรัพยากรต่าง ๆ อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าของร่วมกันของประชาชนหรือรัฐ ไม่ใช่ของเอกชน

  2. การวางแผนเศรษฐกิจ

    รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการวางแผนและจัดการเศรษฐกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตและการกระจายผลตอบแทนเป็นไปอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ

  3. การกระจายความเท่าเทียม

    มุ่งเน้นการกระจายความมั่งคั่งและผลประโยชน์ให้แก่ทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อลดช่องว่างทางรายได้

  4. การต่อต้านทุนนิยม

    สังคมนิยมวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม โดยเชื่อว่าทุนนิยมจะนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกัน และการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิต

มุมมองที่สำคัญในแนวคิดสังคมนิยม

  1. สังคมนิยมเสรีนิยม

    สังคมนิยมที่ผสมหลักการเสรีนิยม มองว่าเสรีภาพส่วนบุคคลสามารถบรรลุผลได้โดยผ่านความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจและสังคม และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสาน

  2. สังคมนิยมอนาธิปไตย

    เน้นการกระจายอำนาจให้กับทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียม โดยต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองไว้ที่กลุ่มคนเพียงไม่กี่คน

  3. สังคมนิยมแบบอุดมคติ

    แนวคิดที่เชื่อมั่นในสังคมที่มีความเสมอภาค สันติภาพ และความสุข โดยผู้คนสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและแบ่งปันผลผลิตอย่างเท่าเทียม

ข้อโต้แย้งและข้อวิพากษ์วิจารณ์

  • ข้อดี คือ ส่งเสริมความเท่าเทียมกัน ลดการแบ่งแยกชนชั้น และตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของทุกคน

  • ข้อเสีย คือ อาจทำให้ภาษีสูงขึ้น ลดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และอาจนำไปสู่การขาดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจหากขาดการแข่งขันในตลาดเสรี

ความท้าทาย

แนวคิดสังคมนิยมถูกนำไปปฏิบัติจริงในหลากหลายรูปแบบ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายมากมายหลายประการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การเมือง และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

Advertisement