การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. เพราะเหตุใดจึงมีการกล่าวว่าทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้น (Ronald Dworkin) จัดเป็นทฤษฎีกฎหมายแนวเสรีนิยมก้าวหน้าหรือซ้ายเสรีนิยม (Left Liberal) และเป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในแบบฉบับที่เน้นความสำคัญของการตีความ (ศีลธรรม) ในกฎหมาย (Interpretive version of natural law)
นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร กับบทวิพากษ์ของดวอร์กิ้นต่อทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal positivism) สมัยใหม่ของฮาร์ท (H.L.A. Hart) ซึ่งมีนัยสำคัญครอบคลุมถึงประเด็นถกเถียงเรื่องกฎเกณฑ์ (Rules), หลักการ (Principles) นโยบายสิทธิและประชาธิปไตย
ธงคำตอบ
ความเป็นทฤษฎีกฎหมายแนวเสรีนิยมก้าวหน้าในทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้นมีส่วนสัมพันธ์กับความชื่นชมในอุดมการณ์เสรีนิยมก้าวหน้าของอดีตประธานาธิบดีรูสเวลท์ (F. Roosevelt) ผู้นำในการผลักดันโครงการ New Deal ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปสังคมให้เกิดความเป็นธรรมในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้อุดมการณ์ดังกล่าว กฎหมายโดยภาพรวมจึงจัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุจุดหมายเสรีนิยมก้าวหน้า ลักษณะเสรีนิยมก้าวหน้าแสดงออกจากการให้ความสำคัญต่อการหลอมรวมหลักคุณค่าเรื่องอิสรภาพเสรีภาพและความเสมอภาคเข้าด้วยกัน หลักคุณค่าสำคัญดังกล่าวปรากฏในแนวคิดสำคัญของดวอร์กิ้นเรื่องสิทธิในความเสมอภาค อันหมายถึงสิทธิของประชาชนที่จะได้รับความใส่ใจเป็นห่วงใยและเคารพนับถืออย่างเท่าเทียมกัน
กฎหมายในทรรศนะของดวอร์กิ้นครอบคลุมทั้งอันเป็นทางการ และหลักการแห่งความยุติธรรม/ความเป็นธรรม สิทธิในความเสมอภาคจัดเป็นแก่นแกนสำคัญของหลักการแห่งความเป็นธรรมดังกล่าว กระทั่งทำให้ดวอร์กิ้นเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลไม่ใส่ใจต่อสิทธิอย่างจริงจังย่อมหมายถึงการไม่ใส่ใจต่อกฎหมายอย่างจริงจัง
ความเป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในแบบฉบับที่เน้นการตีความ (ศีลธรรม) ในกฎหมายของดวอร์กิ้นมีที่มาจากการให้ความสำคัญต่อความเป็นจริงของกฎหมายในทางปฏิบัติซึ่งแยกไม่ออกจากการใช้การตีความกฎหมาย โดยหลักคิดพื้นฐานของดวอร์กิ้นเชื่อมั่นว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับการตีความอย่างสมบูรณ์อยู่เสมอ ในความคิดอุดมคติทางกฎหมายของดวอร์กิ้น กฎหมายและศีลธรรมมีความเกี่ยวพันที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวินิจฉัยทางศีลธรรมในทางปฏิบัติซึ่งจำเป็นอย่างสูงในการตีความกฎหมายอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม กฎหมายที่บัญญัติขึ้นจึงไม่สามารถตีความและปรับใช้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมโดยปราศจากข้อวินิจฉัยทางศีลธรรมซึ่งสัมพันธ์กับหลักการแห่งความเป็นธรรมหรือสิทธิในความเสมอภาค
แนวคิดพื้นฐานทางปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของฮาร์ทนั้น ฮาร์ทถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคม (System of Social Rules) รูปแบบหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับสังคมในสองความหมาย
ความหมายที่หนึ่ง มาจากการที่มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ปกครองการกระทำของมนุษย์ในสังคม
ความหมายที่สอง สืบแต่มันมีแหล่งที่มาและดำรงอยู่จากการปฏิบัติทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะ
สำหรับฮาร์ทแล้ว เห็นว่า การที่สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้นจะต้องมีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย (Legal Obligation Rule) เพื่อจำกัดควบคุมความรุนแรง การลักขโมยทรัพย์สินและการหลอกลวงกัน มนุษย์จะค้นพบเสมอว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเขา เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เองซึ่งมีลักษณะผสมผสานในตัว ทั้งความเห็นแก่ตัวและความต้องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือการเห็นแก่ผู้อื่น บวกกับความปรารถนาในทุกคนที่ต้องการให้ชีวิตอยู่รอด รวมทั้งความจำกัดของทรัพยากรในโลก และความจำกัดในสติปัญญาความสามารถซึ่งมีอยู่ในคนทั่วไป
ในทรรศนะของฮาร์ท กลุ่มสังคมใดก็ตามที่เชื่อว่าอยู่กันอย่างมีกฎเกณฑ์ (Rule) จะต้องมีความจริงสำคัญสองประการปรากฏให้เห็น
ประการแรก คือ สมาชิกทั่วไปจะต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหมือน ๆ กัน การที่ผู้คนยินยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกถึง “ลักษณะภายนอก” ของกฎเกณฑ์ซึ่งมีสภาพให้คนทั่วไปต้องปฏิบัติตาม
ประการที่สอง จะต้องมีสิ่งที่สะท้อนถึงการมีลักษณะภายในของกฎเกณฑ์ หรือความรู้สึกนึกคิดภายในของบุคคลที่เห็นพ้องต่อกฎหมายที่ใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้จากท่าทีที่สะท้อนออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิกิริยาของผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมที่กระทำต่อบุคคลซึ่งฝ่าฝืนหรือแสดงท่าจะฝ่าฝืนบรรทัดฐานของการประพฤติที่ปรากฏในกฎเกณฑ์ของสังคม และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันเกิดจากการยอมรับโดยทั่วไปว่า บรรทัดฐานของการประพฤติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างแท้จริง
นอกจากนั้น ฮาร์ทยังประกาศว่าตัวเขาเป็นนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย จากสิ่งที่เขายืนยันว่ากฎหมายและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกันเสมอไป และการดำรงอยู่หรือความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมภายในกฎหมายนั้น ๆ ถึงแม้ฮาร์ทจะยอมรับว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่บางเรื่องของกฎหมายและศีลธรรมจะมีความคาบเกี่ยวกัน แต่เขาก็ยืนยันว่าความจริงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ในทุกความหมายแล้วกฎหมายจะมีที่มาจากหลักทางศีลธรรม และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีจุดเชื่อมโยงทางความคิดที่จำเป็นบางประการระหว่างกฎหมายและศีลธรรม การดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลาย ๆ ประการ ด้วยเหตุนี้นักกฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้ และฮาร์ทได้ยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า โดยพื้นฐานแท้จริงแล้ว การยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวความคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม ซึ่งจากบทสรุปในแนวคิดของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่ไม่ได้ยืนยันว่ากฎหมายที่ดำรงอยู่นั้นเป็นสิ่งเดียวกับศีลธรรมที่จะต้องถูกต้องดีงามเสมอไป บทสรุปเช่นนี้ยังนับเป็นการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และปฏิรูปแก้ไขกฎหมายที่ตราขึ้นได้เสมอ
บทวิพากษ์ของดวอร์กิ้นต่อทฤษฎีกฎหมายฮาร์ท (H. L. A. Hart) มีสาระเกี่ยวเนื่องกับการปฏิเสธหลักคิดเรื่องการแยกออกจากกันได้ระหว่างกฎหมายและศีลธรรม (Separation Thesis) การวิพากษ์ทฤษฎีกฎหมายของฮาร์ทที่พิจารณาธรรมชาติกฎหมายอย่างคับแคบในรูปของกฎเกณฑ์-ระบบกฎเกณฑ์โดยไม่ใส่ใจต่อกฎหมายในรูปของหลักการแห่งความเป็นธรรม อันนำไปสู่ความบกพร่องในการสนับสนุนให้ผู้พิพากษาสามารถบัญญัติสร้างกฎหมายขึ้นเองได้ในบางสถานการณ์ (ในตัวคำพิพากษา) ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทั้งในแง่การแบ่งแยกอำนาจ หรือการตัดสินคดีซึ่งเป็นการวางบรรทัดฐานเชิงนโยบายที่มาจากผู้พิพากษาซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งข้อบกพร่องในการตัดสินคดีบนฐานของนโยบายทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่มิได้เน้นความสำคัญของหลักการหรือสิทธิ ซึ่งดวอร์กิ้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าความสำคัญอย่างสูง เสมือนเป็นไพ่ตายสำคัญที่อยู่เหนือข้อพิจารณาเชิงนโยบาย
สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นด้วยกับบทวิพากษ์ของดวอร์กิ้นที่มีต่อทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายของฮาร์ท เพราะกฎหมายมิใช่เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์หรือระบบของกฎเกณฑ์เท่านั้น แต่กฎหมายยังมีสาระของเรื่องหลักการประกอบอยู่ด้วยโดยเฉพาะหลักการทางศีลธรรมหรือความเป็นธรรม กฎเกณฑ์จะมีลักษณะใช้บังคับได้ทั่วไป แต่ในการตัดสินคดีบางคดีจะต้องนำหลักการมาปรับใช้ด้วย ดังนั้นในการตัดสินคดีโดยเฉพาะคดีที่ยุ่งยากซับซ้อน ถ้าหากผู้พิพากษาใช้แต่กฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียวหรือถ้าหากไม่มีกฎเกณฑ์แล้ว ผู้พิพากษาก็จะตัดสินคดีโดยใช้ดุลพินิจนอกเหนือกฎหมาย (กฎเกณฑ์) หรือสร้างหลักกฎหมายขึ้นเองโดยไม่พิจารณาถึงหลักการอันเป็นสาระสำคัญที่มีอยู่ในกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้น คำพิพากษานั้นก็อาจจะไม่ถูกต้องเที่ยงธรรมก็ได้
หมายเหตุ นักศึกษาอาจจะแสดงความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่ต้องแสดงความเห็นที่ภายใต้ข้อถกเถียงที่แตกต่างกันของนักทฤษฎีกฎหมายทั้งสองคน
ข้อ 2. ให้นักศึกษาวิเคราะห์และวิจารณ์ว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรต่อทรรศนะที่มองว่า
(ก) ทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ของรอลส์ (John Rawls) แม้จะมีเนื้อหาสาระคล้ายมีเหตุผลชอบธรรม แต่แท้จริงกลับนำไปสู่การกดขี่ล่วงละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลและขัดต่อหลักนิติธรรม (The Rule of law) ในแบบฉบับของฮาเยค (F.A. Hayek) เป็นอาทิ
(ข) หลักความยุติธรรมทางสังคมของรอลส์ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำแตกต่างทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส/เสียเปรียบที่สุดในสังคม วางอยู่บนบทสรุปสำคัญหนึ่งว่า ความเสียเปรียบเช่นนี้มีที่มาสำคัญแต่แรกเริ่มจากคุณสมบัติ/ความสามารถโดยกำเนิด/โดยธรรมชาติที่ไม่เท่าเทียมกัน รวมทั้งสถานะทางครอบครัวแรกเริ่มอันแตกต่างกัน ขณะที่ความไม่เท่าเทียมโดยกำเนิดเช่นนี้ในทรรศนะของรอลส์ เป็นเสมือนผลลัพธ์ของการเสี่ยงโชคโดยธรรมชาติ (Natural lottery) หรือความบังเอิญทางธรรมชาติ/สังคม คำอธิบายของรอลส์เช่นว่านี้จัดเป็นความคิดมิจฉาทิฐิซึ่งมีนัยของการล่วงละเมิดหรือแทรกแซงกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องกรรมเก่าในอดีตชาติของมนุษย์ (บุปเพกตวาทำ)
ธงคำตอบ
ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) หรือ “ความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน” หรือ “ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ” เป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิถีทางจำแนกหรือแบ่งปันสิ่งซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์หรือสิ่งอันมีคุณค่าในสังคม (เช่น ทรัพย์สิน, รายได้, ความสุข, การได้รับความพึงพอใจ, การได้รับการศึกษา) ให้แก่สมาชิกของสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสม หรืออย่างเป็นธรรม ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์และคงไว้ซึ่งความสมานฉันท์ กลมกลืนของสังคมโดยรวม
จอห์น รอลส์ นำเสนอทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคมไว้ในงานเขียนเรื่อง “ทฤษฎีความยุติธรรม” ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เน้นความสำคัญของอิสรภาพของบุคคล
จอห์น รอลส์ นำเสนอโดยเริ่มจากการมองความยุติธรรมในฐานะที่เป็นความเที่ยงธรรมหรือความเที่ยงตรง ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากขั้นตอนหรือกระบวนการหาข้อยุติปัญหาที่เที่ยงธรรม ปราศจากอคติส่วนตัว โดยเขาได้จินตนาการถึงมนุษย์ในสถานการณ์ที่ทุกคนอยู่ใน “จุดเริ่มต้นภายใต้ม่านแห่งอวิชชา” ซึ่งเขาก็ได้กำหนดให้มนุษย์ใน “จุดเริ่มต้น” รู้ว่าตนเองเป็นผู้มีเหตุผล มีอิสระ สนใจในผลประโยชน์ของตนเองและต่างมีความเสมอกัน พร้อมกันนั้นพวกเขาก็ตระหนักว่า พ้นจากฐานะแรกเริ่มอันเสมอกันนั้น มนุษย์ก็มีผลประโยชน์ที่มีทั้งเหมือนและต่างกัน กล่าวคือ รู้ถึงภาวะที่อาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันและยังรู้ถึงข้อจำกัดของศีลธรรมและสติปัญญาของมนุษย์ด้วยกันเอง
พ้นจากนี้ จอห์น รอลส์ ก็ให้พวกเขาปิดตามืดบอดอยู่ภายใต้ “ม่านแห่งอวิชชา” กล่าวคือ ไม่ทราบถึงสถานะทางสังคมของตนที่ดำรงอยู่ ไม่ทราบถึงความสามารถโดยธรรมชาติ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นคุณความดี ไม่รู้ถึงคุณสมบัติทางจิตวิทยา ไม่รู้ว่าตนอยู่ในสังคมยุคไหน เพียงทราบว่าตนอยู่ภายใต้ “เหตุแวดล้อมความยุติธรรม” ซึ่งหมายความว่า รู้ว่าอยู่ในสังคมที่ยังมีปัญหาเรื่องความยุติธรรมหรือรู้ว่าอยู่ในโลกแห่งความจำกัดขาดแคลน
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวมาข้างต้น จอห์น รอลส์ เชื่อว่ามนุษย์ตามมโนภาพเช่นนี้จะเป็นผู้ให้คำตอบเกี่ยวกับหลักความยุติธรรมได้อย่างเที่ยงธรรม แท้จริง เนื่องจากพวกเขาไม่ทราบถึงสถานะหรือตำแหน่งทางสังคมของตน ดังนั้นหากให้มนุษย์ในสถานการณ์นี้มาตกลงทำสัญญาประชาคมร่วมกัน มากำหนดหลักความยุติธรรมทางสังคม โดยธรรมชาติของการนึกถึงประโยชน์ของตนเอง ด้วยเหตุผล แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องคิดสร้างหลักความยุติธรรมอย่างรอบคอบที่สุดหรือยุติธรรมอย่างแท้จริง
จากที่ จอห์น รอลส์ นำเสนอไว้ข้างต้นนั้น ถือเป็นแนวคิดความยุติธรรมทางสังคมแบบก้าวหน้า ซึ่งจะแตกต่าง (ตรงกันข้าม) กับแนวคิดความยุติธรรมทางสังคมแบบอนุรักษ์นิยม กล่าวคือ
ความยุติธรรมทางสังคมแบบก้าวหน้า เป็นแนวความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยมองว่าสังคมที่เป็นอยู่ไม่มีความยุติธรรมในเรื่องของรายได้ความมั่งคั่งต่าง ๆ ดังนั้นความยุติธรรมทางสังคมแบบก้าวหน้าจึงเน้นเรื่องความเสมอภาคหรือความต้องการอันจำเป็นที่เสมอเหมือนกันของมนุษย์ ดังนั้นรัฐหรือรัฐบาลควรจะสนองตอบต่อความจำเป็นของมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องไปมองที่ความสามารถ ผลงาน หรือรายได้ของบุคคล ซึ่งนักคิดที่ส่งเสริมแนวคิดแบบก้าวหน้านี้ได้แก่ จอห์น รอลส์ (John Rawls) โดยจอห์น รอลส์ มีความเห็นว่า ความยุติธรรมทางสังคมแบบอนุรักษ์นิยมที่มีลักษณะแบบตัวใครตัวมัน ใครดีใครได้ จะเป็นอันตรายต่อสังคมและเขาก็ได้สรุปว่า หลักความยุติธรรมที่มนุษย์ควรได้รับจะต้องประกอบด้วยหลักการสำคัญ 2 ข้อ คือ
-
หลักอิสระเสรีภาพอันเท่าเทียม กล่าวคือ มนุษย์แต่ละคนจำต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันในเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างมากที่สุด ซึ่งเทียบเคียงได้กับเสรีภาพอันคล้ายคลึงกันในบุคคลอื่น ๆ
-
หลักความเสมอภาคโอกาสอันเท่าเทียม กล่าวคือ ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมต้องได้รับการจัดระเบียบให้เป็นธรรม
ส่วนความยุติธรรมทางสังคมแบบอนุรักษ์นิยม เป็นความยุติธรรมที่เน้นความสำคัญของระเบียบแบบแผนสังคม กฎหมาย สิทธิส่วนบุคคลในแง่ของอิสรภาพ-ทรัพย์สิน ความเหมาะสมในแง่ผลงานความสามารถหรือคุณธรรมบุคคลที่แตกต่างกัน โดยเน้นว่า บุคคลที่มีความสามารถมาก มีความขยันขันแข็งมาก มีผลงานมาก ย่อมมีรายได้ทรัพย์สินมากกว่าบุคคลอื่น รัฐบาลไม่ควรไปเอาทรัพย์สินของบุคคลเหล่านั้นเพื่อมาแบ่งสันปันส่วนให้แก่คนจน ซึ่งตัวอย่างนักคิดที่ส่งเสริมแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมนี้ ได้แก่ โรเบิร์ต นอซิค (Robert Nozick) โดยนอซิคชี้ให้เห็นว่า มนุษย์จะมีความแตกต่างกัน ความเป็นเอกเทศของคนจะแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างกันของคนย่อมทำให้คนมีที่มามีรายได้ที่แตกต่างกัน
จากความหมายของหลักความยุติธรรมทางสังคมดังกล่าว และจากคำถาม ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า
(ก) ทรรศนะที่มองว่าทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคมของรอลส์นั้น แม้จะมีเนื้อหาสาระคล้ายมีเหตุผลชอบธรรมก็ตาม แต่ทำให้เกิดการโต้แย้งคัดค้านจากนักคิดหรือนักทฤษฎีเรื่องความยุติธรรมฝ่ายอนุรักษ์นิยมร่วมสมัยอย่างฮาเยค (Hayek) และนอซิค (Nozick) ซึ่งคัดค้านอย่างรุนแรงต่อแนวคิดเรื่องความยุติธรรมทางสังคมของรอลส์ โดยเห็นว่าความยุติธรรมทางสังคมล้วนเป็นเรื่องต่างคนต่างคิดตามอำเภอใจ อีกทั้งเป็นเรื่องการกดขี่ล่วงละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล และขัดต่อหลักนิติธรรม โดยฮาเยคและนอซิคให้เหตุผลว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลในแง่ของอิสรภาพ ทรัพย์สิน ผลงาน ความสามารถ หรือคุณธรรมของบุคคลย่อมจะแตกต่างกันออกไป บุคคลที่มีความสามารถมาก มีความขยันขันแข็งมาก และมีผลงานมาก ย่อมมีรายได้และทรัพย์สินมากกว่าบุคคลอื่น ไม่ควรเอาทรัพย์สินของบุคคลเหล่านั้นไปแบ่งปันให้แก่คนอื่น ซึ่งทรรศนะดังกล่าวนี้ข้าพเจ้าเห็นด้วย
(ข) ทรรศนะที่มองว่าหลักความยุติธรรมทางสังคมของรอลส์ที่มุ่งความเหลื่อมล้ำแตกต่างทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบที่สุดในสังคม ซึ่งวางอยู่บนบทสรุปดังกล่าวนั้นเป็นความคิดมิจฉาทิฐิซึ่งมีนัยของการล่วงละเมิดหรือแทรกแซงกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องกรรมเก่าในอดีตของมนุษย์นั้น ทรรศนะดังกล่าวนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ทั้งนี้เพราะการมุ่งสร้างความยุติธรรมทางสังคมที่เข้มแข็งสมบูรณ์ ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้อยโอกาสนั้น ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อหลักกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนาแต่อย่างใด เพราะกฎแห่งกรรมตามคติของพุทธศาสนาเมื่อเข้าใจอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ย่อมตระหนักได้ว่าเป็นสากลที่ใช้กับมนุษย์ทุกหมู่เหล่าโดยไม่มีข้อยกเว้น ถือว่าทุกคนเป็นทายาทแห่งกรรมหมด ใครทำกรรมสิ่งใดย่อมได้รับกรรมนั้น (แม้ไม่ได้รับในชาตินี้ก็ย่อมปรากฏเห็นได้ในชาติหน้า ไม่มีผู้อื่นใดจะมารับแทนได้) มิได้หมายความว่าเฉพาะความยากจนเท่านั้นที่เป็นเรื่องผลของกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว หากยังมีเรื่องกรรมในปัจจุบันซึ่งสังคม/รัฐมีส่วนกำหนดความยากดีมีจนของบุคคลด้วย อีกทั้งหลักการร่วมทุกข์ร่วมสุขของชีวิตที่อยู่เบื้องหลังทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคมของรอลส์ น่าจะเป็นสมานฉันท์เข้ากันได้กับพุทธศาสนาที่ปฏิเสธระบบชนชั้นวรรณะ มีการเน้นความสำคัญของเมตตาธรรมหรือการเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ข้อ 3. กฎมณเฑียรบาลบทที่ 106 และ 113 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสมัยอยุธยา กระทั่งมีนักกฎหมายบางท่านกล่าวยกย่องชื่นชมให้เป็นเพชรแท้น้ำหนึ่งของกฎหมายอยุธยา มีนัยสำคัญเชิงหลักการทางปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมอย่างไร และหลักการสำคัญดังกล่าวมีจุดอ่อนหรือข้อจำกัดในการบังคับใช้หรือไม่อย่างไร เมื่อพิจารณาจากสภาพทวิลักษณ์หรือการมีมาตรฐานสองชั้น (Double standard) แห่งธรรมและอำนาจในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงบริบททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมของสังคมไทยโบราณ
ธงคำตอบ
กฎมณเฑียรบาลบทที่ 106 และ 113 มีสาระสำคัญที่มีลักษณะยับยั้งหรือกำกับ/ทัดทานการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา ดังนี้
บทที่ 106 “อนึ่งพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสตรัสด้วยกิจราชการคดีถ้อยความประการใด ๆ ต้องกฎหมายประเพณีเป็นยุติธรรมแล้วให้กระทำตาม ถ้ามิชอบจงอาจพิดทูลทัดทานครั้ง 1, 2, 3 ครั้ง…”
บทที่ 113 “อนึ่ง ทรงพระโกรธแก่ผู้ใด แลตรัสเรียกพระแสงอย่าให้เจ้าพนักงานยื่น ถ้ายื่นให้โทษถึงตาย”
ความในกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวยืนยันหลักการสำคัญในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมที่ถือธรรมเป็นใหญ่ในการปกครองบ้านเมือง โดยมีทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมสำคัญหนึ่งในการใช้อำนาจทางกฎหมายหรือการปกครองภายใต้หลักปรัชญาธรรมนิยมทางกฎหมายที่มีพระธรรมศาสตร์เป็นกฎหมายแม่บท กฎมณเฑียรบาลทั้ง 2 บท ได้รับการยกย่องจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ให้เป็นเพชรแท้น้ำหนึ่งของกฎหมายอยุธยา ซึ่งแฝงนัยสำคัญของการยอมรับโดยหลักการว่าพระมหากษัตริย์ทรงทำผิดเป็นและทำผิดได้หาใช่ถือตามหลักทฤษฎีการเมืองตะวันตกที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำผิดไม่เป็นหรือทำผิดไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญในกฎมณเฑียรบาลข้างต้น กลับตกอยู่ใต้ข้อวิพากษ์สำคัญในการปรับใช้ เมื่อพิจารณาจากสภาพทวิลักษณ์หรือการมีมาตรฐาน 2 ชั้น ในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมที่ประกอบทั้งฐานคิดแบบธรรมนิยมและอำนาจนิยมควบคู่กัน โดยนอกเหนือจากพื้นฐานความคิดแบบธรรมนิยม (เชิงพุทธ) ทั่วไปแล้ว ปรัชญากฎหมายไทยยังมีแนวคิดแบบอำนาจนิยมซึ่งเป็นผลจากอิทธิพลความคิดแบบพราหมณ์/ฮินดู-คติเรื่องเทวราชาเจ้าชีวิต รวมทั้งระบบศักดินา ทวิลักษณ์ของปรัชญากฎหมายไทยที่ดำรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมของสังคมไทยโบราณที่เป็นผลจากการผูกขาดพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของชนชั้นนำในสังคม นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดข้อวิจารณ์ต่อจุดอ่อนหรือข้อจำกัดในการปรับใช้กฎหมายที่มีผู้เชื่อว่าเป็นเพชรแท้น้ำหนึ่งของกฎหมายอยุธยา