การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. Hugo Grotius เป็นนักปราชญ์ที่อยู่ภายใต้ทฤษฎีอะไร และใช้วิธีใดเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตน
ธงคำตอบ
ฮูโก โกรเชียส (Hugo Grotius) เป็นนักปราชญ์คนสำคัญชาวฮอลแลนด์ที่นำเอากฎหมายธรรมชาติไปพัฒนากฎหมายของยุโรปในยุคกลาง กล่าวคือ ชาวยุโรปในยุคนั้นได้เดินทางไปพบดินแดนแห่งใหม่ ได้พบกับความมั่งคั่งในแผ่นดินใหม่ และเกิดการรบพุ่งฆ่าฟันกันเพื่อแก่งแย่งผลประโยชน์ ทำให้ฮูโก โกรเชียสได้นำเอาหลักกฎหมายธรรมชาติบางเรื่อง (เช่น หลักในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น, หลักการมีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากความผิดของตน หรือหลักเสรีภาพในทะเลหลวง) มาใช้เป็นรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคุมกิจการและกติกาในการทำสงครามต่าง ๆ ระหว่างรัฐชาติที่เกิดขึ้นใหม่ จนทำให้ฮูโก โกรเชียส ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของกฎหมายระหว่างประเทศ
แนวความคิดของฮูโก โกรเชียสซึ่งเป็นนักปรัชญาที่อยู่ภายใต้ทฤษฎีเหตุผลนิยมและสติปัญญา และเป็นนักปราชญ์ที่อยู่ใต้กฎหมายธรรมชาตินั้น จะเน้นเรื่องเหตุผลและสติปัญญาของมนุษย์ในฐานะที่เป็นที่มาของกฎหมายธรรมชาติ โดยถือว่าเหตุผลและสติปัญญาของมนุษย์นี้จะปรากฏอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เอง ด้วยเหตุนี้ฮูโก โกรเชียสจึงยืนยันว่า “ธรรมชาติของมนุษย์คือมารดาของกฎหมายธรรมชาติ และซึ่งจะยังคงปรากฏอยู่แม้ว่าจะไม่มีพระเจ้าแล้วก็ตาม” ซึ่งฮูโก โกรเชียสได้พิสูจน์ทฤษฎีของตนโดยการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาเพื่อจะพิสูจน์กฎแห่งธรรมชาติเพื่อที่จะให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยการพิสูจน์ว่ากฎหมายที่มนุษย์ได้บัญญัติขึ้นนั้นจะสอดคล้องกับกฎแห่งธรรมชาติหรือไม่ ให้พิจารณาจากองค์ประกอบ 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก กฎหมายที่บัญญัติขึ้นนั้นสอดคล้องกับกฎแห่งธรรมชาติหรือไม่ และประการที่สอง ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะยอมรับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ หากครบองค์ประกอบทั้ง 2 ประการ คือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นนั้นสอดคล้องกับกฎแห่งธรรมชาติ และประเทศที่เจริญแล้วได้ยอมรับกับกฎหมายนี้ แสดงว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
ข้อ 2.
(ก) ทฤษฎีกฎหมายของมาร์กซิสต์มีความเชื่อโดยสรุปว่าอย่างไร
(ข) หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยคืออะไร มีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ธงคำตอบ
(ก) “ทฤษฎีกฎหมายของฝ่ายมาร์กซิสต์” (The Marxist Theory of Law) เป็นทฤษฎีทางกฎหมายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มองกฎหมายว่าเป็นเพียงกลไกเพื่อรับใช้ประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางชนชั้นที่มีอำนาจในสังคม ไม่ใช่เป็นกลไกที่มีความเป็นอิสระในการใช้ประนีประนอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งทั้งหลาย
เนื่องจากตัวมาร์กซ์เอง เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะเย้ยหยันต่อบทบาทของกฎหมายในระบบทุนนิยม จึงทำให้มีการสรุปธรรมชาติหรือบทบาทของกฎหมายเป็น 3 ประการ คือ
-
กฎหมายเป็นผลผลิตหรือผลสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ โดยที่รูปแบบและเนื้อหาของกฎหมายจะแปรเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในสังคมนั้น ๆ โดยมองว่าสังคม ศาสนา วัฒนธรรม การเมือง และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม ล้วนถูกกำหนดโดยระบบการผลิตหรือระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ โดยสมมติให้เป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคมซึ่งวางอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจหรือโครงสร้างส่วนล่างของสังคม ซึ่งกฎหมายก็ถือเสมือนว่าเป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคม โดยที่รูปแบบและเนื้อหาของกฎหมายนั้นจะเป็นผลสะท้อนของระบบเศรษฐกิจหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
-
กฎหมายเป็นเสมือนเครื่องมือหรืออาวุธที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอำนาจของตน กฎหมายเป็นเครื่องมือกดขี่ของชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นข้อสรุปที่มาจาก “คำประกาศของพรรคคอมมิวนิสต์” ที่มาร์กและเองเกลส์เขียนขึ้นเพื่อกล่าวเสียดสีกฎหมายของชนชั้นเจ้าสมบัติ จึงทำให้นักทฤษฎีมาร์กซิสต์ทั่วไปมองกฎหมายว่าไม่ได้เกิดจากเจตนาร่วมหรือเจตจำนงทั่วไปของประชาชน แต่กฎหมายนั้นเป็นเพียงการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของชนชั้นปกครอง
-
ในสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์ กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือของการควบคุมสังคมจะเหือดหาย (Withering Away) และสูญสิ้นไปในที่สุด เป็นการสรุปความเอาเองของบรรดาเหล่าสาวกของมาร์กซ์ที่ตีความของบุคคลจากงานเขียนของเองเกลส์ชื่อ “Anti-Duhring” ที่กล่าวพยากรณ์ว่า สังคมคอมมิวนิสต์ในอนาคต รัฐหรือรัฐบาลของบุคคลจะเหือดหายไป ไร้ความจำเป็นในการดำรงอยู่อีกต่อไป ซึ่งเองเกลส์พูดถึงแต่รัฐเท่านั้น ไม่ได้พูดถึงกฎหมาย
(ข) หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์ โดยอาจเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายทั่วไป 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้ สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งมีดังต่อไปนี้
-
กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ
-
กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม
-
จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร
-
การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ (หรือผู้ปกครอง) ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม
หลักทศพิธราชธรรม คือ หลักธรรมอันสำคัญยิ่งสำหรับกษัตริย์หรือผู้ปกครอง 10 ประการ ดังนี้
-
ทาน คือ การสละวัสดุสิ่งของและให้วิชาความรู้เพื่อเกื้อกูลผู้อื่นและให้ประการอื่น ๆ เช่น กำลังกาย กำลังความคิด ตลอดจนคำแนะนำที่รวมแล้วเรียกว่า ธรรมทาน
-
ศีล คือ การควบคุมพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจ ให้เป็นปกติเรียบร้อย
-
บริจจาคะ คือ การเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม
-
อาชชวะ คือ ความซื่อตรง
-
มัททวะ คือ ความสุภาพอ่อนโยน
-
ตบะ คือ ความเพียรพยายามในหน้าที่การงานจนกว่าจะสำเร็จโดยไม่ลดละ
-
อักโกธะ คือ ความไม่แสดงความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นต่อใคร
-
อวิหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้ทุกข์เดือดร้อน
-
ขันติ คือ ความอดทนต่อความยากลำบาก ทั้งที่เนื่องจากวัตถุธรรมและนามธรรม
-
อวิโรธนะ คือ ความไม่ประพฤติปฏิบัติผิดไปจากทำนองคลองธรรม
หลักธรรมทั้ง 10 ประการนี้ อาจกล่าวว่าเป็นหลักธรรมทางกฎหมายในแง่พื้นฐานของการใช้อำนาจทางกฎหมาย ถึงแม้โดยเนื้อหา ทศพิธราชธรรมจะมีลักษณะเป็นจริยธรรมส่วนตัวของผู้ปกครองก็ตาม เพราะหากเมื่อจริยธรรมนี้เป็นสิ่งที่ถือว่าควรอยู่เบื้องหลังกำกับการใช้อำนาจรัฐ โดยบทบาทหน้าที่ของธรรมะแล้วบทบาทดังกล่าว ย่อมอยู่เบื้องหลังการใช้อำนาจทางกฎหมาย ไม่ว่าจะในรูปของการนิติบัญญัติหรือการบังคับใช้กฎหมายด้วยเช่นกัน มองที่จุดนี้ ทศพิธราชธรรมย่อมดำรงอยู่ในฐานะหลักธรรมสำคัญในปรัชญากฎหมายของไทยอีกฐานะหนึ่งด้วย
ข้อ 3. หลักนิติธรรม (The Rule of Law) คืออะไร ICJ ได้อธิบายว่าอย่างไร และมีความสัมพันธ์กับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักนิติธรรม (The Rule of Law) หมายถึง “การเคารพเชื่อฟังต่อกฎหมาย หรือหมายถึง การที่รัฐบาลต้องปกครองด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมาย” ดังวลีสมัยใหม่ที่ว่า “รัฐบาลโดยกฎหมาย มิใช่โดยตัวบุคคล” ซึ่งหลักนิติธรรมจะสัมพันธ์อยู่กับเรื่องกฎหมาย เหตุผลและศีลธรรม เสรีภาพของประชาชนและรัฐ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และเป็นที่เข้าใจกันกว้าง ๆ ว่า หลักนิติธรรมนั้นเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลและความเป็นธรรม
ไดซีย์ (Dicey) นักกฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของหลักนิติธรรมกับสิทธิมนุษยชน โดยนำเสนอในหนังสือ “Law of the Constitution” โดยไม่ได้ให้นิยามความหมายของหลักนิติธรรมไว้โดยตรง แต่เขาบอกว่าหลักนิติธรรมนั้นแสดงออกโดยนัย 3 ประการ คือ (เป็นหลักนิติธรรมที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับระบบกฎหมายของอังกฤษ)
-
การที่ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจลงโทษบุคคลใดได้ตามอำเภอใจ เว้นแต่เพียงในกรณีที่มีการละเมิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง และการลงโทษที่อาจกระทำได้นั้นจะต้องกระทำตามกระบวนการปกติของกฎหมายต่อหน้าศาลปกติของแผ่นดิน
-
ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งหรือเงื่อนไขประการใด ๆ ทุก ๆ คน ล้วนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและศาลเดียวกัน
-
หลักทั่วไปของกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นผลจากคำวินิจฉัยตัดสินของศาลหรือกฎหมายธรรมดา (ตรงนี้เฉพาะประเทศอังกฤษ) ไม่ใช่เกิดจากการรับรองค้ำประกันเป็นพิเศษโดยรัฐธรรมนูญ
ไดซีย์ ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจเอาว่า “หลักนิติธรรมนั้นตรงกันข้ามกับรัฐบาลทุกระบบที่บุคคลผู้มีอำนาจสามารถใช้อำนาจจับกุมคุมขังบุคคลใดได้อย่างกว้างขวางโดยพลการหรือตามดุลพินิจของตนเอง”
ส่วนคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists : ICJ) มีแนวคิดเกี่ยวกับหลักนิติธรรมว่า หมายถึง หลักการ สถาบัน และกระบวนการที่ไม่จำต้องเป็นสิ่งเดียวกันแต่คล้ายคลึงกันโดยทั่วไป ซึ่งจากประสบการณ์และประเพณีของนักกฎหมายในประเทศต่าง ๆ ในโลกซึ่งมีโครงสร้างการเมืองและพื้นฐานทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า หลักการ สถาบัน และกระบวนการนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการปกครองปัจเจกบุคคลจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ และทำให้เขาสามารถชื่นชมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของการนิติบัญญัติในสังคมแห่งเสรีภาพภายใต้หลักนิติธรรมที่จะต้องสร้างสรรค์และคงไว้ซึ่งเงื่อนไขที่จะส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล ศักดิ์ศรีดังกล่าวมีเพียงเรียกร้องให้มีการยอมรับในสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองเท่านั้น แต่หากหมายรวมถึงการสถาปนาเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาบุคลิกภาพในตัวมนุษย์อย่างเต็มที่