การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. การเน้นวัตถุประสงค์ของกฎหมายตามแนวความคิดของกฎหมายธรรมชาติหมายความว่าอย่างไร แล้วมีผลต่อแนวความคิดทางกฎหมายธรรมชาติอย่างไร
ธงคำตอบ
แนวความคิดปรัชญากฎหมายร่วมสมัยตามแนวความคิดของลอนฟูลเลอร์ นำเสนอวัตถุประสงค์โดยทำความเข้าใจภารกิจของกฎหมาย วัตถุประสงค์นั้นเป็นสาระสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำความเข้าใจต่อสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และความพยายามร่วมในการตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ โดยหลักคิดกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ การมองกฎหมายในแง่ของวัตถุประสงค์คือสิ่งที่ฟูลเลอร์เรียกเป็นศีลธรรมภายในกฎหมายหรือ The Inner Morality of Law ว่ากฎหมายนั้นต้องอยู่ใต้บังคับของศีลธรรมหรือต้องบรรจุด้วยหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมภายใน การอธิบายกฎหมายในแง่ของวัตถุประสงค์เป็นการทำให้ผู้คนเข้าถึงกฎหมายได้ง่ายขึ้น ทำให้เข้าใจหลักเกณฑ์ของศีลธรรม โดยมีเนื้อหาและหลักการที่มีความเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับวิธีคิดร่วมสมัยมากขึ้น ตามทรรศนะของฟูลเลอร์ความสมบูรณ์ของกฎหมายจะถูกกำหนดโดยพื้นฐานด้วยกระบวนการซึ่งใช้เพื่อบรรลุจุดหมายที่ดีของกฎหมาย และหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมซึ่งทำให้กฎหมายเป็นที่ยอมรับได้ ดังนั้นกฎหมายต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไข 8 ประการ ดังนี้
-
จะต้องมีลักษณะทั่วไป
-
จะต้องถูกตีพิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏแก่สาธารณะ
-
จะต้องไม่มีผลย้อนหลัง
-
จะต้องมีความชัดแจ้งและสามารถเข้าใจได้
-
จะต้องไม่มีความขัดแย้งกัน
-
จะต้องไม่เป็นการกำหนดบังคับในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
-
จะต้องมีความมั่นคง แน่นอน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป
-
จะต้องมีความกลมกลืนกันระหว่างกฎเกณฑ์ที่ถูกประกาศใช้กับการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันเป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างการกระทำของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและตัวบทกฎหมายที่ประกาศใช้
กฎหมายที่ตราขึ้นภายใต้เงื่อนไขหรือกระบวนการดังกล่าว ฟูลเลอร์เชื่อว่าจะเป็นกฎหมายที่มีเหตุผลและความยุติธรรมในเนื้อหาสาระเสมอ แนวความคิดกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่เป็นแนวคิดปรัชญาร่วมสมัยที่มีแนวคิดในการให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ให้ความสำคัญกับศีลธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นทฤษฎีที่ส่งผลให้สนับสนุนอุดมคติทางกฎหมายเชิงจริยธรรม และทฤษฎีที่เกี่ยวกับสิทธิซึ่งสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน
ข้อ 2.
(ก) Volksgeist ตามแนวความคิดของ Savigny มีความหมายว่าอย่างไร นักศึกษาคิดว่าประเทศไทยได้นำแนวคิดนี้ในการบัญญัติกฎหมายไทยมาใช้ในยุคปัจจุบันหรือไม่
(ข) หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยคืออะไร จำแนกเป็นประการใดบ้าง และเปรียบเทียบกับปรัชญากฎหมายของตะวันตกได้ในเรื่องใด จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
ธงคำตอบ
(ก) Volksgeist (โฟกสไกสต์) หรือจิตวิญญาณของประชาชาติ มาจากแนวความคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ โดยสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ได้อธิบายว่า กฎหมายเกิดขึ้นมาจากจิตวิญญาณของประชาชาติ (Volksgeist) หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในชนชาติใดชนชาติหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ดั้งเดิมเริ่มต้นของชนชาติ และวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา โดยได้รับการปรุงแต่งและวิวัฒนาการมาจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของแต่ละชนชาติ ซึ่งสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์นี้มีนักคิดที่สำคัญมากท่านหนึ่ง คือ ซาวิญยี (Savigny)
ซึ่ง Volksgeist ตามแนวความคิดของ Savigny นั้น หมายถึง กฎหมายที่เป็นผลผลิตของพลังภายในสังคมที่ทำงานของมันอย่างเงียบ ๆ และมีรากเหง้าที่หยั่งลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของประชาชาติ โดยมีกำเนิดและเติบโตเรื่อยมาจากประสบการณ์และหลักความประพฤติทั่วไปของประชาชน ซึ่งปรากฏอยู่ในประเพณีหรือจิตสำนึกร่วมของประชาชน และเหนือสิ่งอื่นใด ตัวกำหนดธรรมชาติของกฎหมายคือลักษณะเฉพาะของชาติอย่างหนึ่ง ที่เป็นเสมือนจิตวิญญาณของประชาชนในชาตินั้น ๆ กฎหมายจึงเปรียบเทียบได้กับภาษาซึ่งมีกำเนิดและวิวัฒนาการเป็นการเฉพาะในแต่ละชาติและเผ่าพันธุ์ Volksgeist ตามแนวความคิดของ Savigny จึงเน้นความสำคัญของพฤติกรรมร่วม จิตสำนึกร่วมหรือเจตจำนงของประชาชนซึ่งแสดงออกในรูปจารีตประเพณีของสังคม
(ข) หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยนี้เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์ โดยอาจเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายทั่วไป 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งมีดังต่อไปนี้
-
กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจจะมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ
-
กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม
-
จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร
-
การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ (หรือผู้ปกครอง) ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม
ซึ่งหลักการทั้ง 4 ประการนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญากฎหมายในพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายธรรมชาติของฝ่ายตะวันตกแล้ว เปรียบเสมือนหลักนิติธรรม (The Rule of Law) ในอุดมการณ์ทางกฎหมายของสังคมไทยสมัยโบราณ ภายใต้ปรัชญากฎหมายแบบพุทธธรรมนิยม โดยเรียกว่า “หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย” ซึ่งมีอิทธิพลความสำคัญต่อสังคมไทยสมัยโบราณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุผลที่พระมหากษัตริย์ไทยสมัยโบราณล้วนนับถือศาสนาพุทธ และหลักทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักการข้อ 4 ของหลักจตุรธรรมก็มีรากฐานที่มาจากคัมภีร์ชาดกในพุทธศาสนา จึงทำให้พระมหากษัตริย์ไทยสมัยโบราณที่เลื่อมใสพุทธศาสนาต้องตั้งพระองค์อยู่ในทศพิธราชธรรมซึ่งทำให้ผู้คนในบ้านเมืองสมัยนั้นอยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็น
และเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง “หลักจตุรธรรม” กับปรัชญากฎหมายของตะวันตก หรือกฎหมายธรรมชาติที่มีหลักการที่สำคัญ คือ Lex iniusta non est lex หรือ “กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมไม่ถือเป็นกฎหมาย” แล้วจะเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกันตรงที่ว่า ตามหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย จะกำหนดให้พระมหากษัตริย์จะต้องคำนึงตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ทุกคราวที่ตรากฎหมาย กล่าวคือ การตรากฎหมายจะต้องไม่ขัดแย้งกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ เช่น กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม ก็อาจมีความแตกต่างกันได้ กล่าวคือ ถ้าในกรณีเกิดมีพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงสนพระทัยต่อคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ตรากฎหมายโดยขัดแย้งกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์หรือขัดกับหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย เช่น ขัดกับธรรมะหรือศีลธรรม ทำให้กฎหมายไม่เป็นธรรม ดังนี้ ในทางปฏิบัติเป็นไปได้สูงที่จะมีการดึงดันให้กฎหมายนั้นยังคงมีสภาพเป็นกฎหมายอยู่ แต่ย่อมมีผู้ถือว่ากฎหมายนั้นไม่เป็นธรรมหรือเป็นกฎหมายที่เลวอยู่บ้างอย่างเงียบ ๆ และคาดเดากันว่าจะเป็นกฎหมายที่อยู่ได้ไม่นานทั้งเป็นกฎหมายที่ไม่ควรเคารพเชื่อฟัง
ข้อ 3. ความยุติธรรมคืออะไร มีความสัมพันธ์กับกฎหมายหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบ
ธงคำตอบ
“ความยุติธรรม” เป็นคำหนึ่งที่ค้นหาความหมายที่เป็นรูปธรรมได้ยากพอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ได้ให้ความหมายไว้เป็นแนวทางว่า ความยุติธรรม หมายถึง
-
ความเที่ยงธรรม หมายถึง การไม่เอนเอียง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
-
ความชอบธรรม หมายถึง ชอบด้วยนิตินัย หรือชอบด้วยธรรมะ
-
ความชอบด้วยเหตุผล ซึ่งแล้วแต่มุมมองของใคร สังคมใดจะเห็นว่าชอบด้วยเหตุผลหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีนักคิดทั้งหลายได้พยายามนำเสนอความหมายไว้ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
เพลโต (Plato) ได้ให้คำนิยามของความยุติธรรมว่าหมายถึง “การทำกรรมดีหรือการทำสิ่งที่ถูกต้อง” โดยเขามองความยุติธรรมเป็นเสมือนองค์รวมของคุณธรรม ซึ่งถือเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดยิ่งกว่าคุณธรรมอื่นใด และโดยทั่วไปแล้วความยุติธรรมเป็นคุณธรรมหรือสัจธรรมที่บุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้นจะค้นพบได้
อริสโตเติล (Aristotle) มองความยุติธรรมว่าเป็นคุณธรรมเฉพาะเรื่อง หรือคุณธรรมทางสังคมประการหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และคุณธรรมนี้จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเมื่อมนุษย์ได้ปลดปล่อยตัวเขาเองจากแรงผลักดันของความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง โดยอริสโตเติลได้แบ่งความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ
-
ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ หมายถึง ความยุติธรรมที่มีลักษณะเป็นสากล ใช้ได้ต่อมนุษย์ทุกคนไม่มีขอบเขตจำกัด และอาจค้นพบได้โดย “เหตุผลบริสุทธิ์” ของมนุษย์
-
ความยุติธรรมตามแบบแผน หมายถึง ความยุติธรรมซึ่งเป็นไปตามตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและความเหมาะสม เป็นต้น
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความยุติธรรมกับกฎหมายนั้น มีปรากฏรูปความสัมพันธ์ใน 2 แบบ ตามแนวคิดทางทฤษฎี คือ
-
ทฤษฎีที่ถือว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกันกับกฎหมาย ทฤษฎีนี้ถือว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน เนื่องจากล้วนมีกำเนิดมาจากพระเจ้า จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยหลัง ๆ จนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้โดยมากจะแสดงออกผ่านการตีความเรื่องความยุติธรรมจากนักคิดคนสำคัญของสำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่มุ่งยืนยันความเด็ดขาดว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย รวมทั้งนักกฎหมายไทยที่ได้รับอิทธิพลของสำนักนี้ด้วย อาทิเช่น
ฮันส์ เคลเช่น (Hans Kelsen) กล่าวว่า “ความยุติธรรมคือการรักษาไว้ซึ่งคำสั่งที่เป็นกฎหมายโดยการปรับใช้คำสั่งนั้นอย่างมีมโนธรรม”
อัลฟ รอสส์ (Alf Ross) กล่าวว่า “ความยุติธรรมคือการปรับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับการกระทำสิ่งใดตามอำเภอใจ”
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตรัสว่า “ในเมืองไทย คำพิพากษาเก่า ๆ และคำพิพากษาเดี๋ยวนี้ด้วย อ้างความยุติธรรมขึ้นตั้งเสมอ ๆ แต่คำที่เรียกว่ายุติธรรมเป็นคำไม่ดี เพราะเป็นการที่ทุกคนเห็นต่างกันตามนิสัย ซึ่งไม่เป็นกิริยาของกฎหมาย กฎหมายต้องเป็นยุติ จะเถียงแปลกออกไปไม่ได้ แต่เราเถียงได้ว่าอย่างไรเป็นยุติธรรมไม่ยุติธรรมทุกเมื่อ ทุกเรื่อง…”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 211/2473 “กฎหมายต้องแปลให้เคร่งครัดตามกฎหมายที่มีอยู่ จะแปลให้คล้อยตามความยุติธรรมไม่ได้”
-
ทฤษฎีที่เชื่อว่าความยุติธรรมเป็นอุดมคติในกฎหมาย เป็นแนวคิดที่ความยุติธรรมได้รับการเชิดชูไว้สูงกว่ากฎหมาย ในแง่นี้ความยุติธรรมถูกพิจารณาว่าเป็นแก่นสารอุดมคติในกฎหมาย หรือเป็นความคิดอุดมคติซึ่งเป็นเสมือนเป้าหมายสูงส่งของกฎหมาย กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินตามหลังความยุติธรรม ซึ่งเป็นการมองความยุติธรรมในภาพเชิงอุดมคติ อันเป็นวิธีคิดในทำนองเดียวกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติ อีกทั้งเป็นวิธีคิดอุดมคตินิยมซึ่งเคยมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเช่นกัน หรือในชื่อที่เรียกกันว่า “ความยุติธรรมโดยธรรมชาติ” ที่ยืนยันว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกต้องหรือยุติธรรมโดยตัวของมันเอง ยังมีแก่นสารของความยุติธรรมที่อยู่เหนือและคอยกำกับเนื้อหาของกฎหมายในแบบกฎหมายเบื้องหลังกฎหมาย
แนวความคิดที่ว่าความยุติธรรมเป็นจุดมุ่งหมายของกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยเองก็มีมานานแล้ว ดังเช่น
คดีอำแดงป้อม ในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่อำแดงป้อมมีชู้แล้วมาฟ้องหย่านายบุญศรีผู้เป็นสามี ตุลาการก็ให้หย่า เพราะกฎหมายในขณะนั้นบัญญัติว่า “หญิงหย่าชาย หย่าได้” ผลของคำพิพากษานี้ รวมทั้งกฎหมายที่สนับสนุนอยู่ เหนือหัวรัชกาลที่ 1 เห็นว่าไม่ยุติธรรม เป็นเหตุให้ต้องมีการชำระสะสางกฎหมายใหม่จนกลายเป็นกฎหมายตราสามดวงในเวลาต่อมา
ในยุคปัจจุบัน แนวคิดในเรื่องความยุติธรรมเป็นหลักอุดมคติเหนือกฎหมายนี้ก็ยังปรากฏจากบุคคลสำคัญของไทย เช่น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีแนวพระราชดำริต่อความยุติธรรมว่ามีสถานภาพสูงกว่าหรือเป็นสิ่งที่เหนือกฎหมาย ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าความยุติธรรม หากควรต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใด ๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายนั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและได้ผลที่ควรจะได้”
ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายแนะนำไว้ในหนังสือหลักวิชาชีพกฎหมายของท่านไว้ว่า “การที่มีคำใช้อยู่ 2 คำ คือ “กฎหมาย” คำหนึ่ง “ความยุติธรรม” คำหนึ่ง ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าหาใช่สิ่งเดียวกันเสมอไปไม่ การที่นักกฎหมายจะยึดถือแต่กฎหมาย ไม่คำนึงถึงความยุติธรรมตามความหมายทั่วไปนั้น เป็นความเห็นความเข้าใจแคบกว่าที่ควรจะเป็น”