การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4007 นิติปรัชญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. เมื่อคำนึงถึงรากฐานทางความคิด สาระเนื้อหาและจุดหมายแห่งกฎหมาย ในทรรศนะของนักศึกษา ปรัชญากฎหมายธรรมชาติแรกเริ่มในยุคกรีกโรมันโบราณ มีความแตกต่างจากทฤษฎีกฎหมายสมัยใหม่ของดวอร์กิ้น (Ronald Dworkin) หรือไม่เพียงใด และนักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ในการนำเอาทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้นมาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทยปัจจุบันที่ตกอยู่ใต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ธงคำตอบ

ปรัชญากฎหมายธรรมชาติแรกเริ่มในยุคกรีกโรมันโบราณนั้น ปรากฏตัวขึ้นในลักษณะที่เป็นการแสดงออกซึ่งความบันดาลใจของมนุษย์ที่มุ่งมั่นจะค้นหาหลักการอันสูงส่งซึ่งเป็นกฎหมายอุดมคติที่จะคอยกำกับกฎหมายลายลักษณ์อักษรของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นอภิปรัชญา หรือที่เรียกว่า กฎหมายธรรมชาติ นั่นเอง

ซึ่งแนวคิดตามหลักกฎหมายธรรมชาตินั้น เชื่อว่า มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่แน่นอนอยู่ อันเป็นกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาซึ่งจะมุ่งเน้นในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม และความยุติธรรมภายในกฎหมาย ดังนั้น รัฐจึงควรที่จะบัญญัติหรือตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายธรรมชาติ กฎหมายใดที่มนุษย์บัญญัติขึ้นมาแล้วขัดหรือแย้งต่อหลักกฎหมายธรรมชาติ อาจถือว่าเป้นกฎหมายที่ไม่มีค่าทางกฎหมายโดยสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้จากกรณีที่กฎหมายที่ออกโดยคณะปฏิวัตินั้น ตามหลักทฤษฎีของปรัชญากฎหมายธรรมชาติจะมีแนวคิดว่าเป็นกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีความชอบธรรม เพราะเมื่อพิจารณาในเชิงจริยธรรมและทางศีลธรรมแล้ว ไม่มีความยุติธรรม ไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 ได้มีทฤษฎีทางกฎหมายเกิดขึ้นทฤษฎีหนึ่ง คือ “ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย” ซึ่งปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย มีแนวคิดที่มีหลักสวนกลับหรือโต้ตอบกลับหลักกฎหมายธรรมชาติ โดยมองว่ากฎหมายเป็นผลผลิตหรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยอำนาจปกครองในสังคม กล่าวคือ กฎหมายคือ คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ที่มีสภาพบังคับ ซึ่งกำหนดมาตรฐานความประพฤติให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจปกครองของตน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามแล้วจะต้องได้รับโทษ โดยกฎหมายที่ว่านี้ไม่ต้องอาศัยที่มาจากจารีตประเพณี ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชนชาติ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติมาเป็นที่มาของกฎหมายแต่อย่างใด และกฎหมายย่อมแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดกับจริยธรรมหรือศีลธรรมต่าง ๆ

ดังนั้น ตามทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย จึงถือว่า คำสั่งหรือกฎหมายที่ออกโดยคณะปฏิวัติ เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์ โดยถือว่าเมื่อคณะปฏิวัติก่อการสำเร็จก็ย่อมถือได้ว่าเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งมีอำนาจในการออกกฎหมายโดยชอบธรรม

ฮาร์ท (Hart) ซึ่งเป็นนักทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายคนหนึ่งยืนยันว่า กฎหมายและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกันเสมอไป และการดำรงอยู่หรือความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมภายในกฎหมายนั้น ๆ

ฮาร์ทเห็นว่าเป็นความจำเป็นทางธรรมชาติที่ในทุกสังคมของมนุษย์จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย ซึ่งจำกัดควบคุมความรุนแรง พิทักษ์รักษาทรัพย์สินหรือระบบทรัพย์สิน และป้องกันควบคุมการหลอกลวงกัน โดยฮาร์ทถือว่ากฎเกณฑ์ซึ่งจำเป็นเหล่านี้เป็นเสมือน “เนื้อหาอย่างน้อยที่สุดของกฎหมายธรรมชาติ” ที่ชี้ให้ยอมรับแก่นความหมายในแง่ดีของทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ จนถึงกับกล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เวลาพิจารณากฎหมาย ต้องพิจารณาถึงสัจธรรมข้อนี้ด้วย ทำให้เกิดการคาบเกี่ยวบางเรื่องระหว่างกฎหมายและศีลธรรม กลายเป็นการดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลาย ๆ ประการ ด้วยเหตุนีกฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้ แต่อย่างไรก็ตามจุดนี้เองที่ฮาร์ทยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า “โดยพื้นฐานแท้จริงแล้ว การยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม”

แต่ดวอร์กิ้น (Ronald Dworkin) นักทฤษฎีกฎหมายสมัยใหม่ (แนวเสรีนิยมก้าวหน้า) ได้วิจารณ์แนวคิดเรื่องระบบกฎเกณฑ์ของฮาร์ทแบบตรงไปตรงมา โดยดวอร์กิ้นเห็นว่า การถือว่ากฎหมายเป็นเพียงเรื่องของระบบแห่งกฎเกณฑ์ตามความคิดของฮาร์ทนั้น เป็นข้อสรุปที่ไม่สมบูรณ์และคับแคบเกินไป เพราะจริง ๆ แล้ว “กฎเกณฑ์” ไม่ใช่เนื้อหาสาระเดียวในกฎหมาย การมองกฎหมายว่าเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์เท่านั้นไม่เป็นสิ่งเพียงพอ กฎเกณฑ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎหมายเท่านั้น แท้จริงแล้วยังมีเนื้อหาสาระสำคัญอื่น ๆ ซึ่งประกอบอยู่ภายในกฎหมาย ที่สำคัญคือเนื้อหาสาระที่เป็นเรื่องของ “หลักการ” ทางศีลธรรมหรือความเป็นธรรม

ความเป็นทฤษฎีกฎหมายแนวเสรีนิยมก้าวหน้าในทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้นมีส่วนสัมพันธ์กับความชื่นชมในอุดมการณ์เสรีนิยมก้าวหน้าของอดีตประธานาธิบดีรูสเวลท์ (F. Roosevelt) ผู้นำในการผลักดันโครงการ New Deal ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปสังคมให้เกิดความเป็นธรรมในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้อุดมการณ์ดังกล่าว กฎหมายโดยภาพรวมจึงจัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุจุดหมายเสรีนิยมก้าวหน้า ลักษณะเสรีนิยมก้าวหน้าแสดงออกจากการให้ความสำคัญต่อการหลอมรวมหลักคุณค่าเรื่องอิสรภาพเสรีภาพและความเสมอภาคเข้าด้วยกัน หลักคุณค่าสำคัญดังกล่าวปรากฏในแนวคิดสำคัญของดวอร์กิ้นเรื่องสิทธิในความเสมอภาค อันหมายถึงสิทธิของประชาชนที่จะได้รับความใส่ใจเป็นห่วงใยและเคารพนับถืออย่างเท่าเทียมกัน

กฎหมายในทรรศนะของดวอร์กิ้นครอบคลุมทั้งอันเป็นทางการ และหลักการแห่งความยุติธรรม/ความเป็นธรรม สิทธิในความเสมอภาคจัดเป็นแก่นแกนสำคัญของหลักการแห่งความเป็นธรรมดังกล่าว กระทั่งทำให้ดวอร์กิ้นเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลไม่ใส่ใจต่อสิทธิอย่างจริงจังย่อมหมายถึงการไม่ใส่ใจต่อกฎหมายอย่างจริงจัง

ความเป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในแบบฉบับที่เน้นการตีความ (ศีลธรรม) ในกฎหมายของดวอร์กิ้นมีที่มาจากการให้ความสำคัญต่อความเป็นจริงของกฎหมายในทางปฏิบัติซึ่งแยกไม่ออกจากการใช้การตีความกฎหมาย โดยหลักคิดพื้นฐานของดวอร์กิ้นเชื่อมั่นว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับการตีความอย่างสมบูรณ์อยู่เสมอ ในความคิดอุดมคติทางกฎหมายของดวอร์กิ้น กฎหมายและศีลธรรมมีความเกี่ยวพันที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวินิจฉัยทางศีลธรรมในทางปฏิบัติซึ่งจำเป็นอย่างสูงในการตีความกฎหมายอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม กฎหมายที่บัญญัติขึ้นจึงไม่สามารถตีความและปรับใช้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม โดยปราศจากข้อวินิจฉัยทางศีลธรรมซึ่งสัมพันธ์กับหลักการแห่งความเป็นธรรมหรือสิทธิในความเสมอภาค

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงรากฐานทางความคิด สาระเนื้อหาและจุดหมายแห่งกฎหมายตามแนวคิดของปรัชญากฎหมายธรรมชาติแรกเริ่มในยุคกรีกโรมันโบราณกับทฤษฎีกฎหมายสมัยใหม่ของดวอร์กิ้นแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่มีความแตกต่างกัน เพราะทั้ง 2 แนวคิดดังกล่าวเชื่อมั่นว่ากฎหมายและศีลธรรมมีความเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กันที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เห็นด้วยกับการนำเอาทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้นมาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทยปัจจุบันที่ตกอยู่ใต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของศาลไทยปัจจุบันนี้ เมื่อมีการตัดสินคดีโดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการเมืองหรือเกี่ยวกับนักการเมืองแล้วมักจะมี 2 มาตรฐาน กล่าวคือ ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามก็มักจะใช้กฎเกณฑ์โดยเคร่งครัด หรือถ้าไม่มีกฎเกณฑ์ก็มักจะสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา (สร้างหลักกฎหมายใหม่) เพื่อเอาผิดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงระบบระเบียบทางศีลธรรมหรือความผิดชอบชั่วดีซึ่งเป็นกฎหมายธรรมชาติ และโดยไม่คำนึงถึงหลักความยุติธรรมหรือหลักสิทธิมนุษยชนใด ๆ แต่ถ้าเป็นฝ่ายของตนเองก็มักจะตัดสินโดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางกฎหมายหรือสาระสำคัญของกฎหมายรวมทั้งไม่คำนึงถึงความยุติธรรมใด ๆ ดังนั้น หากกระบวนการยุติธรรมของไทยได้นำเอาทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้นมาใช้แล้ว กระบวนการยุติธรรมของไทยก็จะได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นอย่างแน่นอน

หมายเหตุ นักศึกษาอาจจะแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่ต้องแสดงความเห็นภายใต้ทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้น

ข้อ 2. ให้นักศึกษาวิเคราะห์และวิจารณ์โดยสรุปต่อแนวคิดสำคัญของสัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน (American Legal Realism) แนวคิดของฝ่ายสัจนิยมฯ ดังกล่าวมีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเรื่องหลักความรับผิดชอบในการใช้อำนาจตุลาการ (Judicial Responsibility) และหลักความเป็นอิสระและเป็นกลางของตุลาการหรือไม่อย่างไร

ธงคำตอบ

สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน (American Legal Realism) มีที่มาจากงานความคิดของ โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ (Oliver Wendel Holmes) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดนับแต่ปี ค.ศ.1902

โฮล์มส์ ไม่เชื่อว่า ผู้พิพากษาจะสามารถตัดสินคดีตามใจชอบ โดยมองจากประสบการณ์การทำงานของตน ซึ่งไม่อาจปรุงแต่งกฎหมายให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ เป้าหมายสำคัญที่โฮล์มส์วิพากษ์วิจารณ์ คือ ความคิดที่เชื่อว่าบทบัญญัติทั้งหมดในกฎหมายล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรม

โฮล์มส์ เชื่อว่า กฎหมายจำนวนมากถูกเขียนขึ้นบนบริบททางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วในภายหลัง ดังนี้แล้วจึงสมควรให้มีการตรวจสอบทบทวนอย่างสม่ำเสมอต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่ายังมีความเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะนี้จึงไม่มีกรณีใด ๆ ซึ่งสมควรกล่าวอ้าง (ตามกระบวนการอนุมานความคิด) กฎหมายว่าเป็นเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแน่นอน หากว่าในทางปฏิบัติ ศาลแสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แท้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และจากความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริงของสังคมดังกล่าวนี่เองที่ทำให้เห็นว่ามีเพียงผู้พิพากษา (หรือทนายความ) ซึ่งเข้าใจดีถึงบริบททางประวัติศาสตร์, สังคม และเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมต่อบทบาทของตน

นอกเหนือจากโฮล์มส์ ก็ยังมีจอห์น ชิปแมน เกรย์ ที่ยืนยันว่ากฎหมายประกอบด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้ บรรดาพระราชบัญญัติเป็นเพียงที่มาของกฎหมายดังกล่าวนี้เท่านั้น

คาร์ล ลูเวลลิน (Karl Llewellyn) ในฐานะสมาชิกคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง กล่าวในทำนองเดียวกัน ไม่ให้ไว้วางใจนักต่อ “กฎเกณฑ์ในกระดาษ” ควรเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมหรือแบบแผนการวินิจฉัยตีความกฎหมายของศาลซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่ละกาลและสถานที่ ตลอดจนสนใจต่อข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับคำตัดสินที่ปรากฏจริง ๆ

เยโรม แฟรงค์ (Jerome Frank) ผู้พิพากษาที่ถือว่าเขาเป็น “ผู้ที่ไม่เชื่อใจต่อข้อเท็จจริง” หมายความว่า แม้ในกรณีที่กฎเกณฑ์มีความชัดเจนง่ายดายต่อการตีความแล้วก็ตาม กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจส่งผลสะเทือนน้อยเต็มทีในคำตัดสินของศาลระดับล่าง เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบลูกขุน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวสามารถยกข้อเท็จจริงใด ๆ ที่ตนพึงพอใจมาปรับเข้ากับกฎเกณฑ์ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการในที่สุดได้ นอกจากนี้ เหตุปัจจัยเรื่องความสมบูรณ์หรือบกพร่องของพยานหลักฐาน ความสามารถของทนายความหรือผู้พิพากษาก็เป็นตัวกำหนดสำคัญต่อผลของคำพิพากษา ความลื่นไหลหรือไม่แน่นอนของข้อเท็จจริงเหล่านี้ยอมนับเป็นอุปสรรคในการคาดทำนายการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1957 แฟรงค์ยังได้ร่วมเขียนงานชิ้นหนึ่งเรื่อง “ไร้ความผิด” (Not guilty) ซึ่งเป็นเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องคดีความผิดจำนวนหนึ่ง ซึ่งบรรดาจำเลยต่างถูกตัดสินพิพากษาว่าประกอบอาชญากรรม แต่ได้รับการตัดสินใหม่ว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ในศาลชั้นหลัง การค้นพบประจักษ์หลักฐานในความไม่แน่นอนแห่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาลและความผิดพลาดต่าง ๆ อันเกิดขึ้นได้เหล่านี้นับเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต อีกทั้งยังทำให้เขายืนยันความสำคัญของความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งไม่อาจนำไปแลกกับประสิทธิภาพ (ความรวดเร็ว) ในทางตุลาการ

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นจะเห็นได้ว่า สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน มีแนวความสำคัญที่เน้นความเป็นกฎหมายในทางปฏิบัติวิจารณ์ความไม่แน่นอนของกฎหมาย ช่องว่างของกฎหมายในตัวบทและความเป็นจริงในแง่การบังคับใช้ รวมทั้งวิจารณ์เบื้องหลังการใช้อำนาจของผู้พิพากษาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมว่า เบื้องหลังคำพิพากษาไม่ใช่ตัวบทกฎหมายหากส่วนใหญ่อยู่กับความพึงพอใจของผู้พิพากษาที่เกี่ยวโยงกับการเมือง ทำให้ผู้พิพากษาไม่มีความเป็นอิสระและไม่เป็นกลางได้

ดังนั้นถ้าการพิจารณาตัดสินคดีของศาลไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรืออาศัยช่องว่างของกฎหมายก่อให้เกิดความรู้สึกของคนในสังคมว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิดอคติหรือความไม่พอใจต่อคำตัดสินนั้นและจะก่อให้เกิดการคัดค้าน การต่อต้านของคนในสังคมและจะมีผลไปถึงการคัดค้านหรือการดื้อแพ่งกฎหมายโดยอ้างว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ไม่มีความเป็นธรรมก็ได้ และโดยเฉพาะในบางสังคมที่ถือว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่มาของกฎหมายด้วยแล้ว เมื่อคำตัดสินของศาลไม่มีความยุติธรรม กฎหมายที่เกิดขึ้นก็ย่อมไม่มีความชอบธรรมไปด้วย ดังนั้นถ้าสังคมใดไม่ต้องการให้เกิดการดื้อแพ่งกฎหมาย ศาลก็จะต้องตัดสินไปให้ถูกต้องตามตัวบทของกฎหมายหรือถ้าเห็นว่ากฎหมายใดมีบทบัญญัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม หรือมีข้อบกพร่องก็จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้กฎหมายนั้นมีความเป็นธรรมและเหมาะสมที่จะใช้บังคับกับคนในสังคมนั้น ๆ

ข้อ 3. บทวิพากษ์เรื่องทวิลักษณ์หรือการมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) ทางกฎหมาย/อำนาจ ในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมมีกำเนิดและสาระสำคัญอย่างไร นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรต่อบทวิพากษ์ดังกล่าว และการปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นสมัยใหม่ (Modernization) ในสมัย ร.4 – ร.5 สะท้อนให้เห็นความจำกัดบกพร่องของการปรับใช้ปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะในมิติของความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพจนกลายเป็นข้ออ้างของฝ่ายมหาอำนาจตะวันตกในการทำสนธิสัญญาที่กำหนดให้ต้องมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) เหนือกฎหมายและศาลไทยขณะนั้น

ธงคำตอบ

“หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย” เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์ โดยอาจจะเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายทั่วไป 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  1. กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ

  2. กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม

  3. จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร

  4. การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ (หรือผู้ปกครอง) ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม

เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าไม่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมหรือให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคเท่าเทียมกันของราษฎรแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะลักษณะที่สำคัญของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม จะต้องอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม กล่าวคือ กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรมซึ่งตั้งอยู่บนหลักพุทธธรรม พระธรรมศาสตร์ ทศพิธราชธรรม รวมทั้งจตุรธรรมแห่งกฎหมายอันเป็นธรรมนิยมแบบพุทธ และขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช และความเป็นจริยธรรมการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผสมผสานหรือคู่ขนานกลมกลืนกันไป

และเมื่อพิจารณาจากภาพรวมทางความคิดแล้ว ข้าพเจ้าเห็นด้วยต่อบทสรุปเรื่องทวิลักษณ์หรือการมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) ทางอำนาจหรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม ทั้งนี้เพราะถึงแม้ว่าตามหลักปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น จะตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยแนวความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิคฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิเทวราช รวมทั้งแนวความคิดระบบศักดินา ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยา จนทำให้การใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมมีลักษณะเป็นมาตรฐานสองชั้นที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ในสมัยอยุธยานั้น พระราชโองการของพระมหากษัตริย์จะไม่ใช่คำสั่งของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทวโองการที่มนุษย์ธรรมดาไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดแย้งหรือวิจารณ์หรือแม้แต่จะแสดงความคิดเห็นไปในทางใดทั้งสิ้น เป็นต้น (นักศึกษาสามารถวิเคราะห์-วิจารณ์ได้อย่างอิสระ โดยให้เหตุผลที่เหมาะสม)

สำหรับการปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นสมัยใหม่ในสมัย ร.4 – ร.5 โดยเฉพาะมิติของความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพนั้น เมื่อความคิดเชิงธรรมนิยมหรืออำนาจนิยมในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม มุ่งเน้นศีลธรรมแบบดั้งเดิม และอนุรักษนิยมภายใต้โครงสร้างสังคมแบบศักดินา ซึ่งไม่มีการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกัน ดังนั้นการก่อตัวหรือพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกันในสังคมไทยสมัยใหม่ จึงไม่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าวแต่นั้นแต่อย่างใด แต่จะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกตามแนวคิดเสรีนิยมตะวันตก โดยเริ่มมีการปฏิรูปตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ) ซึ่งเกี่ยวพันกับเหตุปัจจัยอันซับซ้อนทั้งกระแสปฏิรูปความคิดทางพุทธศาสนาแบบมนุษยนิยมและธรรมยุติกนิกาย อิทธิพลของวิทยาการตะวันตก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับผลกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก ตลอดจนเหตุปัจจัยทางการเมืองภายในอันเกี่ยวกับอำนาจเสนาบดีตระกูลบุนนาค

ซึ่งการก่อตัวหรือพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังกล่าว ทำให้เกิดแผนการปฏิรูปสังคมไทยให้เข้าสู่แบบวิถีสังคมสมัยใหม่แบบตะวันตก และแผนปฏิรูปสังคมนับว่าเป็นเหตุที่มาของการปฏิรูปสถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ตามมา รวมทั้งการปฏิรูประบบราชการ การคลัง และโดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย ทำให้ปรัชญากฎหมายไทยแบบเดิมที่อิงอยู่กับพระธรรมศาสตร์ได้เสื่อมลงอย่างมาก พร้อมกันนั้นปรัชญากฎหมายตะวันตกก็เริ่มปรากฏตัวขึ้น

Advertisement